posttoday

เลือกตั้ง69: อ่านเกมตั้งรัฐบาลใหม่ ภูมิใจไทยผนึกแดง-กล้าธรรมสกัดส้ม

26 มกราคม 2569

โครงสร้างอำนาจการเมืองเริ่มชัด ภูมิใจไทยถูกวางตัวเป็นแกนตั้งรัฐบาล ผนึกเพื่อไทย–กล้าธรรม สกัดพรรคประชาชน ท่ามกลางเกมต่อรองหลังฉากเลือกตั้ง

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยถูกคาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นเป็นแกนนำขั้วอนุรักษ์นิยมในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2569
  • สูตรรัฐบาลที่เป็นไปได้คือการผนึกกำลังระหว่างพรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม
  • เป้าหมายหลักของความร่วมมือดังกล่าวคือเพื่อสกัดกั้นพรรคประชาชน (ขั้วสีส้ม) ไม่ให้ได้จัดตั้งรัฐบาล

ภูมิใจไทยขึ้นแท่นแกนนำอนุรักษ์นิยม จับตาสูตรรัฐบาล “น้ำเงิน–แดง–กล้าธรรม” หลังเลือกตั้ง 2569

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้งปี 2569 ภูมิทัศน์อำนาจเริ่มปรากฏเค้าโครงชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกจับตาว่ากำลังก้าวขึ้นเป็น “แกนนำขั้วอนุรักษ์นิยม” แทนที่โครงสร้างเดิมหลังการถอยออกจากเวทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากข้อมูลในแหล่งข่าวทางการเมืองหลายสาย สะท้อนภาพการจัดวางกำลังใหม่ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยมีภูมิใจไทยเป็นศูนย์กลาง และกำลังถูกวางตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้สูตรที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “ภูมิใจไทย–เพื่อไทย–กล้าธรรม”

ภูมิใจไทย: จากพรรคร่วม สู่แกนหลักของขั้วอำนาจ

ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิใจไทย คือการขยายฐานจากพรรคขนาดกลาง สู่พรรคแกนนำ ด้วยการรับช่วงฐานเสียงเดิมของขั้วอนุรักษ์นิยม ผ่านการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้มีความหนักแน่นด้านความมั่นคงและสถาบัน พร้อมวางตัวอย่างประนีประนอมต่ออดีตผู้นำรัฐบาล เพื่อดึงคะแนนจากกลุ่มผู้สนับสนุนเดิมของ “ลุงตู่” ให้หันมาสนับสนุน “ลุงหนู”

ควบคู่กันนั้น พรรคยังพยายามยกระดับความน่าเชื่อถือด้านเศรษฐกิจและการบริหาร ด้วยการดึงเทคโนแครตและนักบริหารมืออาชีพเข้ามาเสริมทีม อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางชดช้อย โสภณพนิช และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ จากเดิมเพียง 3 ที่นั่ง ให้ขยับขึ้นสู่ระดับ 7–10 ที่นั่ง

อีกปัจจัยที่ถูกมองว่าเป็น “ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง” คือการที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทต่อกลไกการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงและผู้ว่าราชการจังหวัด อันเป็นเครือข่ายสำคัญในสนามเลือกตั้งระดับพื้นที่

เป้าหมาย ส.ส. 140–150 เสียง กับทุนสนับสนุนเบื้องหลัง

แหล่งข่าวประเมินว่า ภูมิใจไทยตั้งเป้ากวาด ส.ส. รวมราว 140–150 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยจาก 71 ที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2566 โดยเชื่อว่ามี “บ้านใหญ่” และอดีต ส.ส. เกรด A อยู่ในมือแล้วราว 120 คน

นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากกลุ่มทุนที่รวมตัวเป็นเครือข่ายเดียวกัน รวมถึงกลไกอำนาจเชิงลึก หรือที่บางฝ่ายเรียกว่า Deep State ซึ่งถูกมองว่ามีบทบาทกำกับทิศทางเกมการเมืองในภาพใหญ่

สูตรรัฐบาลที่ถูกจับตา: น้ำเงินจับแดง สกัดสีส้ม

ในฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาล สูตรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการผนึกกำลังระหว่าง ภูมิใจไทย–เพื่อไทย–พรรคกล้าธรรม โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือกันพรรคประชาชนออกไปเป็นฝ่ายค้าน

สมการตัวเลขที่ถูกคาดการณ์ไว้คือ หากภูมิใจไทยได้ราว 130–150 ที่นั่ง รวมกับเพื่อไทยประมาณ 110–120 ที่นั่ง และพรรคกล้าธรรมอีก 30–40 ที่นั่ง จะทำให้ฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลมีเสียงเกิน 250 เสียง เพียงพอต่อการตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

ในโครงสร้างนี้ ภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำหลัก ขณะที่เพื่อไทยถูกวางบทบาทเป็นพรรคร่วมสำคัญ โดยมีการประเมินว่าเป็นยุทธศาสตร์ “ล็อกเป้าแดง” ไม่ให้ขยับไปจับมือกับค่ายสีส้ม

กล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์: ตัวแปรปลายทาง

อย่างไรก็ตาม สมการดังกล่าวยังมีตัวแปรสำคัญอยู่ที่ผลงานของพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์

พรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับภูมิใจไทย แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยจำนวน ส.ส. ให้ได้ตามเป้า ขณะที่ประชาธิปัตย์ หากสามารถกลับมาทำผลงานได้เกิน 30 ที่นั่ง อาจกลายเป็นตัวเลือกใหม่ในการเสริมรัฐบาล หรือแม้กระทั่งเข้ามาแทนที่พรรคกล้าธรรมในสมการ

ภาพรวม: ภูมิใจไทยกับบทบาทผู้นำขั้วใหม่

เมื่อประมวลภาพทั้งหมด แนวโน้มหลังการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ไปที่การขึ้นมานำเกมของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำขั้วอนุรักษ์นิยมยุคใหม่ โดยมีเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมหลัก และพรรคกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์เป็นส่วนเติมเต็ม เพื่อสร้างรัฐบาลเสียงข้างมาก และปิดทางพรรคประชาชนสู่บทบาทฝ่ายค้าน

แม้ทั้งหมดจะยังอยู่ในระดับการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ แต่สัญญาณการจัดวางกำลังล่วงหน้า กำลังสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้แข่งกันเฉพาะในคูหา หากแต่เป็นเกมต่อรองอำนาจที่เริ่มต้นขึ้นแล้วบนโต๊ะเจรจาทางการเมือง.

ที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม1-2

 

ข่าวล่าสุด

"รักชนก - โรม" บินพะเยา ขึ้นศาล หลัง "ธรรมนัส" ฟ้องหมิ่นฯ เรียก 100 ล้าน