สหรัฐฯ บุกจับ “มาดูโร” เขย่ากฎหมายโลก เปิดบรรทัดฐานอันตราย
ปฏิบัติการสหรัฐฯ จับกุมผู้นำเวเนซุเอลาถูกตั้งคำถามด้านกฎหมายระหว่างประเทศ สะท้อนเกมน้ำมัน–อิทธิพลมหาอำนาจ และเสี่ยงเปิดช่องความขัดแย้งโลก
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง
- การกระทำดังกล่าวสร้าง "บรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย" ที่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างโดยมหาอำนาจอื่นในการใช้กำลังทหาร ซึ่งเป็นการสั่นคลอนระเบียบและความมั่นคงของโลก
- แรงจูงใจที่แท้จริงเบื้องหลังปฏิบัติการถูกมองว่าไม่ใช่การปราบปรามยาเสพติด แต่เป็นความต้องการควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลา และเพื่อคานอำนาจของจีนและรัสเซียในภูมิภาค
บทวิเคราะห์
โดย ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
ปฏิบัติการสหรัฐฯ จับกุมผู้นำเวเนซุเอลา: จุดเปลี่ยนระเบียบโลกและกฎหมายระหว่างประเทศ
ปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บุกเข้าเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยา เพื่อนำไปดำเนินคดีในนครนิวยอร์ก ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนต้องมีการเรียกประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในทันที
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นปฏิบัติการด้านความมั่นคงหรือการทหารเท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของกฎหมายระหว่างประเทศ และบทบาทของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ความชอบธรรมที่ถูกตั้งคำถาม: เมื่อมหาอำนาจอยู่เหนือกติกา
ปฏิบัติการนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก ไม่เพียงเพราะความรวดเร็วและจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ยังรวมถึงการที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพรรคเดโมแครตเอง
ในมุมมองทางกฎหมายระหว่างประเทศ หลายประเทศเห็นตรงกันว่าสหรัฐฯ ได้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน และกำลังสร้าง “บรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย” ให้กับโลก โดยสะท้อนแนวคิดดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่าง Monroe Doctrine และความเชื่อเรื่อง Manifest Destiny ที่มองตนเองว่าเป็นข้อยกเว้นเหนือกฎเกณฑ์สากล ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมที่สหรัฐฯ ปฏิเสธการเข้าร่วมศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
การเมืองภายในสหรัฐฯ กับการหลบเลี่ยงคำว่า “สงคราม”
ทรัมป์เลือกใช้ถ้อยคำว่า “ภัยต่อกิจการภายในของรัฐ” แทนการประกาศสงคราม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แม้ในทางปฏิบัติ การใช้กำลังทหารในดินแดนอธิปไตยของรัฐอื่นจะมีลักษณะไม่แตกต่างจากสงครามเต็มรูปแบบ
ผู้นำพรรคเดโมแครตในอดีต ไม่ว่าจะเป็นบารัค โอบามา โจ ไบเดน หรือคัมมาลา แฮร์ริส ล้วนหลีกเลี่ยงแนวทางแข็งกร้าวเช่นนี้ โดยเลือกใช้การทูตและการประนีประนอมกับประเทศในละตินอเมริกาที่มีแนวคิดสังคมนิยมเป็นหลัก
ข้ออ้างที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
ข้ออ้างของสหรัฐฯ เรื่องการปราบปรามยาเสพติดถูกมองว่า “ขาดน้ำหนักอย่างยิ่ง” เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่ใช่แหล่งผลิตโคเคนหลัก และไม่ได้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดที่สำคัญตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้าง ขณะที่หลักฐานที่นำเสนอในเวทีระหว่างประเทศก็ไม่เพียงพอที่จะสร้างความชอบธรรม
หากอ้างเหตุผลด้านอุดมการณ์ทางการเมือง คำถามสำคัญคือ เหตุใดสหรัฐฯ จึงไม่ดำเนินการกับคิวบา ซึ่งเป็นรัฐคอมมิวนิสต์มาอย่างยาวนาน
"ในเชิงประวัติศาสตร์ การขึ้นสู่อำนาจของฮูโก ชาเวซ และการสืบทอดอำนาจโดยนิโคลัส มาดูโร เป็นผลสะท้อนจากความล้มเหลวของนโยบายเสรีนิยมใหม่แบบ Washington Consensus ที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในละตินอเมริกา จนทำให้นโยบายประชานิยมที่อาศัยรายได้จากน้ำมันได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับล่างเป็นวงกว้าง"
แรงจูงใจที่แท้จริง: น้ำมันและเกมอำนาจในภูมิภาค
แก่นแท้ของปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ที่ “ทรัพยากรและอิทธิพล” มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง ทรัมป์เคยกล่าวอย่างเปิดเผยถึงความต้องการเข้าควบคุมกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก และตั้งอยู่ใกล้สหรัฐฯ อย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพเพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนและรัสเซียในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงมองว่าเป็น “หลังบ้าน” ของตนเอง
เวเนซุเอลาหลังมาดูโร: ความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุม
แม้มาดูโรจะถูกควบคุมตัว แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะควบคุมสถานการณ์ภายในเวเนซุเอลาได้อย่างสมบูรณ์ การขึ้นมาของรองประธานาธิบดีเดลซี่ โรดริเกซ ในฐานะรักษาการประธานาธิบดี อาจนำไปสู่การต่อต้านทั้งในระดับการเมืองและสังคม
ข้อเสนอให้มีคณะผู้บริหารประเทศที่นำโดยชาวอเมริกันแทบไม่มีทางได้รับการยอมรับ ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านก็ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากวอชิงตัน และที่สำคัญ มาดูโรยังคงมีฐานสนับสนุนจากประชาชนยากจนจำนวนมากจากนโยบายที่เน้นช่วยเหลือคนระดับล่าง
ผลสะเทือนระดับโลก: เมื่อกติกาสากลเริ่มไร้ความหมาย
เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่า นี่คือ “บรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย” เนื่องจากการกระทำของสหรัฐฯ อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างโดยมหาอำนาจอื่น ไม่ว่าจะเป็นจีนในกรณีไต้หวัน หรือรัสเซียในยูเครน ซึ่งต่างก็มีสิทธิยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเช่นเดียวกัน
ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นสัญญาณของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “อำนาจมาก่อนกติกา” ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียด ความไม่แน่นอน และความขัดแย้งที่ขยายตัวในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


