
กู้น้ำท่วมหาดใหญ่ฟื้นวิกฤตอีก2ยก โอกาสทองสุดท้ายรัฐบาลอนุทิน
วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่เปิดโปงจุดอ่อนระบบรัฐ การบริหารวกวน สั่งการผิดพลาด ประชาชนรับเคราะห์ นี่คือโอกาสทองของรัฐบาลอนุทินในการพิสูจน์ด้วยแผนฟื้นฟูและปฏิรูปน้ำไทย
KEY
POINTS
- วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบในการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งมีสาเหตุจากกลไกราชการที่ไม่ทำงานเชิงรุกและวัฒนธรรมที่กลัวความผิดมากกว่าความเสียหาย
- มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหา 3 ยก โดย 2 ยกที่เหลือที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การบรรเทาและเยียวยาหลังเกิดเหตุ และการปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างหน่วยงานในระยะยาว
- สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของรัฐบาลในการกอบกู้ความเชื่อมั่น ซึ่งความสำเร็จใน 2 ยกที่เหลือจะเป็นบทพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน
วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่
ความล้มเหลวเชิงระบบ
และโจทย์ใหญ่ “ถอดบทเรียน”
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
มหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้กลายเป็น “สัญญาณเตือนครั้งใหญ่” ต่อระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย ว่ากำลังเผชิญภาวะล้มเหลวเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดจากเสียงสะท้อนของ ดร. พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยต้านภัยพิบัติ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง ที่ต่างเรียกร้องให้หยุดวัฒนธรรม “โทษกันไปมา” และหันมา ถอดบทเรียนอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการภัยพิบัติแบบยั่งยืน
จุดพังของระบบ: กลไก 3 ชั้นที่ไม่ทำงานก่อนวิกฤต
ประเทศไทยมีโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบ สามชั้น ได้แก่
- ส่วนกลาง (รัฐบาล)
- ส่วนกลางระดับบริหาร (ปภ. ตาม พ.ร.บ.ปภ.)
- ส่วนท้องถิ่น
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สองชั้นล่างไม่ขยับเชิงรุกก่อนเกิดปัญหา ทำให้สถานการณ์ลุกลามรุนแรงจนต้องใช้ อำนาจพิเศษระดับสูงสุด เทียบเท่ากฎอัยการศึก และต้องดึง กองทัพ เข้ามาคุมปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยโดยตรง
หากกลไกปกติทำงานตั้งแต่ช่วงเตือนภัย เช่น การตั้งระบบเฝ้าระวังน้ำย่อย การเตรียมจุดอพยพ หรือการจัดกำลังช่วยเหลือเชิงรุก วิกฤตอาจไม่บานปลายจนต้องพึ่งกลไกพิเศษระดับ ครม.ฉุกเฉิน ที่ให้อำนาจสูงสุดแก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้สั่งการหลัก
อุปสรรคเชิงวัฒนธรรมราชการ: “กลัวผิด-กลัวตรวจสอบ” มากกว่ากลัวภัย
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเตรียมความพร้อมล้มเหลวคือ ทัศนคติราชการ ที่กลัวการตรวจสอบมากกว่าความเสียหายของประชาชน
ดร.พิจิตตระบุว่า ปภ.มีงบประมาณสำหรับการป้องกันล่วงหน้า แต่ “ไม่เคยกล้าใช้” เพราะกลัวถูกกล่าวหาหากภัยไม่เกิดจริง จนนำไปสู่การตัดสินใจหลังเหตุเท่านั้น ซึ่ง มีต้นทุนมหาศาลกว่าการป้องกันหลายสิบเท่า
“การป้องกันคุ้มค่ากว่าเยียวยา แต่ระบบราชการเลือกความปลอดภัยของตัวเองมากกว่าความปลอดภัยของประชาชน” ดร.พิจิตต ระบุ
การเปลี่ยนทัศนคติ “กลัว สตง.” คือเงื่อนไขเบื้องต้นในการปฏิรูป
บทบาทที่ควรเป็น: ท้องถิ่นสั่งการ ส่วนกลางหนุนเต็มกำลัง
ทั้งสองนักวิชาการเห็นตรงกันว่า ผู้บัญชาการเหตุการณ์หลักควรเป็นท้องถิ่น (EOC Commander) เพราะรู้พื้นที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นทาง การไหลของน้ำ จุดเสี่ยงหรือเครือข่ายคนในพื้นที่
รัฐบาลส่วนกลางควรทำหน้าที่เป็น “ผู้สนับสนุนที่ทรงพลัง” ไม่ใช่ลงไปสั่งงานแทนคนพื้นที่
บทเรียนที่ถูกยกขึ้นชัดที่สุด คือ ภารกิจถ้ำหลวง ที่ผู้ว่าฯ เป็นผู้สั่งการหลัก และรัฐมนตรีทำหน้าที่หนุนหลังอย่างเต็มกำลัง
แผน 3 ยก: มาตรการกู้ศรัทธาและปฏิรูประบบน้ำอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.ปณิธานเสนอแนวคิด 3 ยก เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าอย่างเป็นระบบ
ยกที่ 1 : ป้องกันและบรรเทา (เตรียมก่อนเหตุ)
- คะแนนสอบตก เพราะทำช้าและไม่มีระบบสั่งการเชิงรุก
ยกที่ 2 : บรรเทาและเยียวยา (หลังเหตุ)
- เร่งด่วนต้องทำทันที
- จ่ายเงินเยียวยาและฟื้นฟูรวดเร็ว
- ดูแลกลุ่มติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัวเสียชีวิต
- ฟื้นฟูสภาพจิตใจและความเป็นอยู่
ยกที่ 3 : ปฏิรูประบบน้ำและโครงสร้างหน่วยงาน
คือคำตอบว่ารัฐบาล ตั้งใจแก้ปัญหาจริงหรือแค่แก้วิกฤตเฉพาะหน้า
ข้อเสนอหลัก ได้แก่
- ลดความซ้ำซ้อนกว่า 34 หน่วยงานน้ำทั่วประเทศ เหลือองค์กรหลักขนาดเล็กแต่ทรงพลัง
- ใช้เทคโนโลยีข้อมูลกลาง เตือนภัยล่วงหน้าได้ 3 เดือน
- กำหนดกลไกกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ขึ้นกับบุคคลหรือการเมือง
บทสรุป: วิกฤตครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายไม่ถอดบทเรียน ประเทศเจ็บซ้ำไม่รู้จบ
"มหาอุทกภัยหาดใหญ่ปี 2568 สะท้อนชัดว่าประเทศไทยไม่ได้แพ้น้ำ แต่แพ้ ระบบ การสั่งการ และวัฒนธรรมราชการที่ปิดกั้นความกล้าตัดสินใจ
หากรัฐบาลทำสำเร็จใน ยกที่ 2 และ ยกที่ 3 ไม่เพียงกอบกู้สถานการณ์ปัจจุบัน แต่จะ ฟื้นความเชื่อมั่นของสังคมไทยในระบบรัฐสมัยใหม่ ว่าประชาชนคือศูนย์กลางของการปฏิบัติจริง"
ไม่เช่นนั้น วาทกรรม “ไทยแพ้น้ำทุกปี” จะกลายเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)







