posttoday

“สองคดีปิดเกม” ล็อกขาทักษิณ–บีบยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

19 พฤศจิกายน 2568

การกลับมาของสองคดีใหญ่—112 และภาษีชินคอร์ป—ถูกมองเป็นจังหวะที่ “ล็อกขา” ทักษิณ และจำกัดยุทธศาสตร์เพื่อไทย บีบพื้นที่ต่อรองการเมืองก่อนเกมจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่

KEY

POINTS

  • สองคดีสำคัญเคลื่อนพร้อมกันในจังหวะการเมืองเปราะบาง ส่งผลจำกัดอิสระและบทบาทของทักษิณในฐานะแกนกลางทางจิตวิญญาณของพรรค
  • การกลับคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุดกับคำพิพากษาศาลฎีกา ถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความยุติธรรมเชิงการเมือง”
  • ยุทธศาสตร์เพื่อไทยหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งต่อบทบาทในสภา การจัดตั้งรัฐบาล และการต่อรองกับพรรคอื่น

สัญญาณ “ล็อกขา” เริ่มต้นจากคดี 112 – จุดเปลี่ยนในอำนาจตัดสิน

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองไทยถูกเขย่าด้วยความเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่พุ่งตรงไปยัง ทักษิณ ชินวัตร บุคคลสำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทย กรณีการยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 โดยอัยการสูงสุดได้พลิกกระบวนทัศน์ของคดีที่เคยถูกศาลชั้นต้นยกฟ้องและถูกคณะกรรมการกลั่นกรองมีมติเสียงข้างมากไม่ให้ยื่นอุทธรณ์ ก่อนจะถูกตีความใหม่โดยอำนาจสุดท้ายของอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน

การตัดสินใจเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ปลดล็อก” เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อย้อนกลับมาสร้างความเสี่ยงทางการเมือง เปิดพื้นที่ให้คดีดำเนินต่อจนถึงชั้นศาลอุทธรณ์และฎีกา

จุดที่ถูกจับตาไม่ใช่เพียงผลคดี แต่เป็น “ไทม์ไลน์” ของการกลับมติ โดยคณะกรรมการกลั่นกรองคดี 112 ชุดเดียวกันเคยมีมติ 8 ต่อ 2 ว่า “ไม่ควรอุทธรณ์” และประธานในเวลานั้น นายอิทธิพร แก้วทิพย์ ได้งดออกเสียง แต่เมื่อก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดเต็มตัว กลับใช้อำนาจเฉพาะของตำแหน่งในการตัดสินยื่นอุทธรณ์ คดีที่เคยนิ่งและค้างคามาเป็นเวลาหลายเดือนจึงถูกชูขึ้นมาอีกครั้งในจังหวะการเมืองที่พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายด้าน ขณะที่บทบาทของทักษิณยังมีน้ำหนักในเชิงสัญลักษณ์ของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลลัพธ์ของการยื่นอุทธรณ์ทำให้สถานะของทักษิณ “ไม่จบครบวงรอบ” แม้จะพ้นโทษจำคุกครบกำหนด หรือแม้จะมีการคลายแรงกดดันด้านอื่น แต่คดีนี้ยังคงเป็นพันธนาการทางกฎหมายในชั้นอุทธรณ์–ฎีกา ส่งผลต่อการเดินเกมทางการเมืองโดยตรง

คดี 112 กลายเป็น “เชือกเส้นแรก” ที่ทำให้การเคลื่อนไหวของทักษิณถูกจำกัดทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ เป็นการสร้างสภาวะที่ทักษิณไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ในช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยกำลังต้องการการประสานภายในสูงที่สุด

“สองคดีปิดเกม” ล็อกขาทักษิณ–บีบยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

คดีภาษีชินคอร์ป 17,600 ล้าน – โซ่เส้นที่สองรัดความเสี่ยงในระดับโครงสร้าง

เกือบจะพร้อมกันกับคดี 112 ศาลฎีกาได้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป โดยให้ทักษิณต้องชำระภาษี 17,600 ล้านบาท พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ คำพิพากษานี้มีนัยทางสังคมสูง เพราะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ย้อนกลับไปถึงปี 2549 ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของการรัฐประหารในเวลานั้น

การตัดสินใจชี้ว่าทักษิณเป็น “เจ้าของรายได้ที่แท้จริง” จากการขายหุ้นที่โอนให้บุตรทั้งสองก่อนขายออกนอกตลาดในราคาสูง จึงกลายเป็นจุดสะเทือนสำคัญที่ย้อนกลับมาสร้างภาระทางกฎหมายและการเงินในปัจจุบัน

ความซับซ้อนของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงตัวเงินจำนวนมหาศาล แต่ยังอยู่ที่ “ผลต่อสถานะการเคลื่อนไหวทางการเมือง” การบังคับคดีอาจกินเวลาหลายเดือน แต่กระบวนการนี้ทำให้ทุกย่างก้าวของทักษิณถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งด้านทรัพย์สิน การโอน การค้ำประกัน และความเป็นไปได้ของการเร่งรัดหรือชะลอการบังคับคดี ขณะที่คู่แข่งทางการเมืองใช้ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารสร้างแรงกดดันทางภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง

การมาของคำพิพากษานี้ในจังหวะใกล้เคียงกับคดี 112 ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็น “โซ่เส้นที่สอง” ที่รัดการเคลื่อนไหวของทักษิณและพรรคเพื่อไทย โดยไม่จำเป็นต้องปิดกั้นทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้ง

เหตุการณ์จึงถูกเปรียบว่าเป็นการใช้เครื่องมือกฎหมายที่ “เปิดไฟเขียวพร้อมกันสองช่อง” ทำให้พื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยเคยครอบครองถูกบีบจนแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ

“สองคดีปิดเกม” ล็อกขาทักษิณ–บีบยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

ผลสะเทือนทางยุทธศาสตร์—เพื่อไทยถูกจำกัดพื้นที่เคลื่อนไหวก่อนเกมจัดตั้งรัฐบาล

จังหวะการเกิดขึ้นพร้อมกันของสองคดีนี้มีผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยซึ่งกำลังเตรียมรับมือการเลือกตั้งครั้งใหม่และเกมจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรคถูกจำกัดการเคลื่อนไหว พรรคซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจของฝ่ายประชาธิปไตยฝั่งแดง ก็ต้องเผชิญสุญญากาศในการนำทางเชิงยุทธศาสตร์ การวางแผนร่วมกับพรรคพันธมิตรหรือการผนึกกำลังเพื่อถ่วงดุลอำนาจจึงทำได้ยากขึ้น และพรรคเริ่มอยู่ในภาวะ “ตั้งรับมากกว่ารุก”

ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ของการจับมือกับพรรคประชาชน หรือการใช้เสียงฝ่ายค้านเพื่อท้าทายรัฐบาลเดิมก็ถูกจำกัด เพราะภาระจากสองคดีใหญ่ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องใช้พลังภายในเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับมวลชน การปรับจังหวะฝ่ายค้าน–รัฐบาล หรือการเตรียมพร้อมต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ความเป็นแกนนำที่เคยมั่นคงจึงเริ่มดับแสงลงบางส่วน

ภาพรวมทั้งหมดทำให้เพื่อไทยเสียพื้นที่การต่อรองอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงที่การเมืองกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การมีคดีใหญ่สองคดีพันธนาการทักษิณ เสมือนนักกีฬาที่ถูกล่ามโซ่ทั้งสองขาในช่วงก่อนแข่ง ทำให้พรรคไม่อาจใช้ศักยภาพเต็มที่ในการวางเกมรุก ขณะที่คู่แข่งทางการเมืองได้ใช้เวลานี้ปรับโครงสร้าง สร้างพันธมิตร และเดินหน้าเกมต่อรองอย่างอิสระกว่ามาก

 

การเคลื่อนคดี 112 และภาษีชินคอร์ปพร้อมกันได้สร้างแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ต่อทักษิณและพรรคเพื่อไทยอย่างมาก ทำให้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองหดแคบลง และลดบทบาทในการกำหนดสมดุลอำนาจช่วงก่อนจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

 

ข่าวล่าสุด

ด่วน! กบน.มีมติขึ้นดีเซล 3.50 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ ดันราคาขายปลีก 44.24 บ.