
ออกหมายจับ “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ในประเทศไทย เรื่องยากของรัฐบาล
กรณี สมช. เตรียมดำเนินคดี ฮุน เซน- ฮุน มาเนต จากเหตุรุนแรงชายแดน เมื่อระบบยุติธรรมเผชิญหน้ากับอำนาจผู้นำต่างชาติ ความท้าทายในมิติทางกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ
KEY
POINTS
- สมช.มีมติให้ดำเนินคดีกับ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต ในข้อหารุกรานอธิปไตยไทย แต่เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้จริง
- การออกหมายจับผู้นำต่างชาติที่ยังอยู่ในตำแหน่งเป็นเรื่องยาก เนื่องจากติดขัดหลัก "เอกสิทธิ์อธิปไตย" ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
- ความพยายามดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา
หลัง สมช.มีมติมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินคดี ฮุน เซน และ ฮุน มาเนตผู้กัมพูชา กรณีใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรุกรานอธิปไตยของไทย" ซึ่งกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย โดยให้ฟ้องศาลในประเทศ คำถามจากหลายฝ่ายก็เกิดขึ้น ว่าจะเป็นไปได้จริงแค่ไหน และจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ในอนาคตอย่างไร
มติของ สมช. ครั้งนี้ แม้ดูเหมือนเป็นเพียงกระบวนการทางกฎหมาย แต่แท้จริงแล้วสะเทือนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรุนแรง เพราะนี่ไม่ใช่คดีทั่วไป หากแต่เป็นการตั้งข้อหา ต่อผู้นำของรัฐเพื่อนบ้านที่ยังคงมีอำนาจอยู่ในมือ
จึงเกิดคำถามว่า — ระบบยุติธรรมของไทยสามารถออกหมายจับเช่นนี้ได้จริงหรือ? และหากทำได้ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร?
กฎหมายกับกำแพงที่มองไม่เห็น
ในโลกของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีหลักการที่ยอมรับกันมานานคือ เอกสิทธิ์อธิปไตย ซึ่งคุ้มครองประมุขของรัฐไม่ให้ถูกฟ้องร้องโดยต่างประเทศ ขณะยังดำรงตำแหน่ง เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่ทำให้ “ผู้เท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจเหนือกัน”
เอกสิทธิ์นี้แบ่งออกเป็นสองลักษณะสำคัญ ได้แก่
1. Immunity ratione personae – เอกสิทธิ์คุ้มครองตาม “ตำแหน่ง” ใช้กับผู้นำที่ยังดำรงตำแหน่ง เช่น ประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และรัฐมนตรีต่างประเทศ
2. Immunity ratione materiae – เอกสิทธิ์คุ้มครองตาม “การกระทำ” ใช้กับการกระทำที่ถือเป็นหน้าที่ทางการ แม้พ้นตำแหน่งแล้วก็ยังได้รับการคุ้มครอง
แม้จะมีอีกหลักการหนึ่งคือ เขตอำนาจศาลสากล ซึ่งเปิดทางให้หน่วยงานระหว่างประเทศ หรือศาลพหุภาคีที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ สามารถดำเนินคดีอาชญากรรมร้ายแรงต่อผู้นำประเทศ เช่น อาชญากรรมสงคราม หรือการทรมานได้ แต่ในความเป็นจริง กลับทำได้ยาก และมีขั้นตอนซับซ้อน
บทเรียนจากต่างประเทศ
• กรณีปิโนเชต์ (สเปน/สหราชอาณาจักร, 1998)
อดีตผู้นำชิลีถูกออกหมายจับตามหลักเขตอำนาจศาลสากลในข้อหาทรมาน แม้ท้ายที่สุดจะไม่ถูกดำเนินคดี แต่คดีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า อดีตประมุขของรัฐ ไม่อาจใช้เอกสิทธิ์ป้องกันตนจากการถูกดำเนินคดีในอาชญากรรมระหว่างประเทศ
• กรณีนอริเอกา (สหรัฐอเมริกา, 1990)
ผู้นำโดยพฤตินัยของปานามาถูกดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด ศาลสหรัฐฯ ปฏิเสธการคุ้มครองเพราะสหรัฐไม่ได้รับการรับรองนอริเอกาว่าเป็นผู้นำที่ชอบธรรม อีกทั้งอาชญากรรมดังกล่าวถือเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่ใช่การกระทำของรัฐเขาจึงถูกดำเนินคดีและติดคุกในสหรัฐ
ความจริงที่อาจจะยากในการดำเนินการ
สำหรับประเทศไทย การเดินหน้าออกหมายจับผู้นำกัมพูชาจะไม่เพียงแต่เป็นการท้าทายหลักการเรื่องเอกสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศร้าวลึกลงไปอีก ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การตอบโต้ทางการทูต การขับไล่นักการทูต หรือแม้กระทั่งการตัดช่องทางสื่อสารระหว่างรัฐ ซึ่งจะทำให้การฟื้นความสัมพันธ์ทวิภาคีระดับปกติยากยิ่งขึ้น
ความพยายามในการดำเนินคดีผู้นำกัมพูชาลักษณะนี้ อาจมีอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่
• อุปสรรคทางพยานหลักฐาน: การพิสูจน์ความผิดในบริบทข้ามพรมแดนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อรัฐคู่กรณีคือ กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ
• ต้นทุนทางการทูต: การออกหมายจับอาจทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีตึงเครียด การตอบโต้ทางการทูตและเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
บทสรุป
การออกหมายจับผู้นำต่างชาติในศาลภายในประเทศ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นการเดินบนเส้นบางๆ ระหว่าง ความยุติธรรม กับ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ จึงเลือกที่จะผลักภาระนี้ไปให้กับศาลระหว่างประเทศ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) หรือศาลพิเศษที่จัดตั้งโดยความร่วมมือพหุภาคี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางการทูตโดยตรง







