วุฒิภาวะทางการเมือง

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

วุฒิภาวะทางการเมือง

เรื่อง มือสายฟ้า

การเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะบอกว่าสำคัญประมาณหนึ่งคงเป็นการดูแคลนเกินไป หลายอย่างเป็นเรื่องที่จริงจังเพราะเดิมพันมันสูงจริงๆ การเห็นนักการเมืองออกมาไหว้ทุกอย่างที่ขวางหน้า หรือพูดจนแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอมสำหรับผมแล้วถือเป็นเรื่องน่าสะอิดสะเอียน

แต่ต้องยอมรับไปแล้วว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีให้เห็นและต้องเจอตลอดชีวิตของการอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่แบบนี้

เราจะมาหวังเห็นนักการเมืองออกมาพูดสิ่งที่ประเทืองปัญญายกระดับวุฒิภาวะให้กับสังคม ยอมรับความผิดที่ตัวเองเคยทำ (ทั้งๆ ที่มีการพิพากษาว่าผิด) ผมว่าฝันกลางวันยังง่ายกว่า แทบจะทุกคนล้วนพูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นทั้งนั้น แต่ที่อยากท้วงติงมากๆ คือ เรื่อง “วุฒิภาวะทางการเมือง”

ซึ่งผมยอมรับว่า มันสร้างไม่ได้ง่ายๆ แต่เราจำเป็นต้องร่วมกันตระหนักและช่วยกันสร้างครับ แน่นอนว่าการที่จะทำให้มี “วุฒิภาวะทางการเมือง” ได้นั้นพื้นฐานต้องมาจากวุฒิภาวะทางวัยวุฒิและวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่พร้อมระดับหนึ่งเสียก่อน

หากพิจารณาจากภาวะทางสังคมที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน การที่เห็นคนรุ่นใหม่นิยมชมชอบของเกาหลี ญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกับสมัยก่อนที่คนรุ่นหนึ่งนิยมชมชอบของอเมริกันและอังกฤษ ซึ่งท้ายสุดแล้วเมื่อเวลาเปลี่ยนรสนิยมคงเปลี่ยนประเด็นนี้

ผมไม่โต้แย้งครับ แต่ที่อยากจะโต้แย้งคือ การแยกผิดถูกชั่วดีต่างหากที่ผมเป็นห่วงมากๆ ยิ่งในกลุ่มคนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกจำนวนกว่า 7 ล้านคนนี้ ภายใต้การครอบงำของยุคข้อมูลข่าวสารที่ทุกอย่างต้องสดใหม่การแยกผิดถูกชั่วดียังมีประเด็นที่น่าคิดอยู่มาก

หลายครั้งข้อเท็จจริงที่พบเห็นในโลกออนไลน์หากเอาความสดใหม่ตัดสินอย่างเดียว เราจะเห็นว่าหล่อดูดีในช่วงแรกท้ายที่สุดแล้วคนคนนี้คือผู้ร้ายตัวจริง การเน้นความสดใหม่ แต่ขาด “ความลึก” จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ

คะแนน 7 ล้านกว่าของคนรุ่นใหม่นี้สำหรับนักการเมืองแล้วมันหอมหวนมากจนกระทั่งทำให้นักการเมืองบางพวกบางพรรคใช้กลยุทธ์เล่ห์เหลี่ยมทุกรูปแบบจนแทบจะก้าวข้ามความถูกผิดอาศัยความ “ไร้เดียงสาทางการเมือง” ของคะแนนเสียงเกิดใหม่มาเป็นข้อได้เปรียบทางการเมืองให้กับตัวเอง

เรื่องของการเมืองเรื่องของชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ต้องใช้สติใช้องค์ความรู้พิจารณาอย่างรอบด้านเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกนักการเมืองมาเป็นตัวแทนในการบริหารประเทศ

ไม่ใช่เป็นเพียงการเลือกคณะเลือกวิชาที่เรียนหรือเลือกซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัวที่เมื่อเลือกได้แล้ว ไม่ชอบใจก็สามารถเปลี่ยนได้ แต่การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิเลือกนักการเมืองมา “รับผิดชอบ” บริหารชาติบ้านเมืองแทนเราเมื่อเลือกเข้ามาแล้วหากไม่เป็นไปตามที่เราเคยคาดหวังเอาไว้การที่จะเปลี่ยนหรือแก้ไขทำไม่ได้ง่ายๆ

การเสพสื่อจึงควรที่จะเลือกและใช้ “คุณวุฒิ” และ “วัยวุฒิ” ที่มีอยู่ช่วยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะเป็นการช่วยให้การใช้สิทธิเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าไว้เป็นการเลือกตั้งที่เกิดประโยชน์กับประเทศได้มากที่สุด

อีกทั้งยังจะเป็นการเลือกตั้งที่จะแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยของเราแยกเรื่องรสนิยมความผิดชอบชั่วดีได้เป็นสังคม ที่มี “วุฒิภาวะทางการเมือง” มากพอดังเช่นนานาอารยประเทศทั่วโลกเขาเป็น ไม่วนเวียนอยู่กับการตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองที่ชอบฉวยโอกาสจากความ “ไร้เดียงสา” ของคนในสังคมอีกต่อไป