
นัยที่แฝงเร้น(จบ)
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
การเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 วันข้างหน้า ประเด็นสำคัญนอกเหนือการจับตาพรรคใดจะชนะเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่น่าคิดกันให้มากก็คือ การแสวงหาหนทางแห่งความสันติ และปรองดอง
แน่นอน มันไม่ง่าย
เพราะก่อนการเลือกตั้ง เกิดแรงคุกรุ่นอย่างมากมาย คนเมืองจำนวนมาก รับไม่ได้กับพรรคเพื่อไทย ขณะที่คนรากหญ้า สนับสนุนเพื่อไทย และพร้อมจะเคลื่อนไหวกดดัน
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ คงเลิกพูดถึงคำว่าสงบ หรือสันติ ภายใต้เงื่อนไขการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยที่เป็นอยู่
ชัยชนะทางการเมืองที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับ ก็ไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
ทำอย่างไร จะลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่เป็นอยู่
และที่สำคัญ จะลดเงื่อนไขหรือความรู้สึกแห่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคม ด้วยวิธีไหนกัน
หลายๆ คน รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการแย่งชิงทรัพยากร จากอดีตที่คนเมืองแย่งชิงทรัพยากรจากรากหญ้าแต่การเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่า คนรากหญ้าต้องการอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น ผ่านพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง
บ้านเมืองจึงเริ่มเกิดสภาพเสียดสีกันอย่างที่คาดไม่ถึง
คำถามที่ค้างคาใจคนจำนวนมากก็คือ บ้านเมืองเป็นอะไรไปแล้ว
แต่ทว่าสิ่งที่น่าตั้งประเด็นมากกว่าก็คือ บ้านเมืองมีปัญหาที่จุดไหน
หากมองเฉพาะว่า ปัญหาอยู่ที่พรรคการเมืองใด หรือใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็อาจเป็นการมองที่ถูก หรือผิดก็ได้
เพราะลองไปย้อนดูได้นับแต่การปฏิวัติเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา มีรัฐบาลหลายชุดเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอยู่คนละฟากกับพรรคเพื่อไทย แต่ทำไม เมื่อเกิดการเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นชื่อใดก็ตามถึงได้มีคะแนนเป็นอันดับ 1 และครองคะแนนมวลชนระดับรากหญ้าอย่างเหนียวแน่น
นี่แหละ คือประเด็นสำคัญ
อย่าเพิ่งตั้งสมมติฐานที่เงิน หรือตัวบุคคล แต่หากมองให้กว้างขึ้น ตั้งสมมติฐานที่มากกว่าเดิมไปที่โครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เห็นหนทางเพิ่มขึ้นในการแก้ปัญหา
การแพ้ ชนะ หรือความสะใจทางการเมือง จะไม่มีคุณค่าใดๆ เลย หากสมานแผล ลดความแตกแยก ลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้
แน่นอนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ลำพังจะอาศัยนักการเมืองคงทำไม่สำเร็จ และจำเป็นต้องอาศัยคนไทยทุกคน
ก้าวแรกที่ทุกคนต้องพยายามทำ ก็คือเปิดใจฟัง และเข้าใจ
ไม่เช่นนั้น คงหาทางเดินก้าวต่อๆ ไปได้ยากเต็มทน







