
นัยที่แฝงเร้น (2)
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ผู้ที่เคยดูแลนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอย่างยาวนานท่านหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าบ้านเมืองเราไม่มีภาคการเกษตร และไม่มีศาสนาพุทธ คงลุกเป็นไฟไปนานแล้ว
เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคแรกมุ่งเน้นส่งออก จึงจำเป็นต้องกดราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว เพื่อทำให้ค่าครองชีพต่ำ สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรง
ภาคการเกษตรเองแม้จะยากจน ยังมีจุดแข็งคือสามารถรองรับแรงงานมหาศาล โดยแม้จะไม่ร่ำรวย แต่พออยู่พอกิน
ชาวนาถึงจะยากจน แต่ทว่าไม่ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างชนชั้น เนื่องจากมีรากฐานของศาสนาพุทธ รักสงบ ไม่ต้องการเกิดความวุ่นวาย บางส่วนเชื่อกฎแห่งกรรม
แต่จากการพัฒนาเศรษฐกิจด้านเดียว ทำให้เกษตรกรขายที่ดินทำกิน จากนั้นต้องมาหางานทำในเมือง กลายเป็นคนจนเมือง
ชาวนาที่หลงเหลืออยู่ ก็กลายเป็นปลาเล็กในระบบเศรษฐกิจ ขาดอำนาจต่อรอง ถูกปลาใหญ่กินไปเรื่อยๆ
รากหญ้าของประเทศนี้จึงเป็นเกษตร หรือที่แปรสภาพมาจากเกษตรกรทั้งสิ้น โดยระบบเศรษฐกิจเสรี ทำให้คนชั้นสูงและคนชั้นกลาง แย่งชิงทรัพยากรไปจากคนรากหญ้าอย่างไม่รู้ตัว
สุดท้าย พรรคไทยรักไทยเป็นผู้ที่มองเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และใช้นโยบายทางการเมืองเข้าไปมัดใจคนรากหญ้า จนประสบความสำเร็จ เลือกตั้งทุกครั้งก็คว้าชัยชนะ
แม้กระทั่งเดือน พ.ค.ปีก่อน คำว่า อำมาตย์ กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาให้คนรากหญ้าเห็นว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนรากหญ้าลืมตาอ้าปากไม่ขึ้น และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดคนเสื้อแดง
ความเก็บกด กดดันที่มีอยู่ สะท้อนให้เห็นในการเลือกตั้งทุกครั้ง รวมถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ด้วย ที่ถ้าดูให้ดี จะเป็นการสู้ระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยแน่แล้วหรือ
หรือจริงๆ แล้วมันอาจเป็นการปะทุขึ้นของปัญหาในสังคม???







