
นัยที่แฝงเร้น (1)
การเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึง กลายเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือด
การเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึง กลายเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือด
รุนแรงขึ้นทุกขณะ ระหว่าง 2 พรรคใหญ่ คือ ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย
ฐานคะแนนเสียงของ ประชาธิปัตย์ แน่นอนว่ากระจายไปทุกระดับในสังคม แต่ฐานคะแนนสำคัญปฏิเสธไม่ได้คือ คนเมืองและคนชั้นกลาง
ส่วนเพื่อไทย ฐานคะแนนสำคัญคือรากหญ้า แซมไปด้วยคนเมือง คนชั้นกลางอีกเช่นกัน
ข้อมูลเหล่านี้ ปรากฏชัดในโพลหลายสำนัก โดยเฉพาะ อีสานโพล ที่ระบุว่า เพื่อไทยจะได้จำนวน สส.ในอีสานมากกว่าประชาธิปัตย์หลายเท่า โดยฐานคะแนนสำคัญของเพื่อไทยคือรากหญ้าที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำ ขณะที่ประชาธิปัตย์มีรายได้ต่อครัวเรือนที่สูงกว่า
การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า คนชนบทมีบทบาทในการกำหนดว่าพรรคใดจะได้เสียงข้างมาก
และสิ่งที่น่าคิดก็คือ คะแนนนิยมดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนให้เห็นภาวะแห่งการเสียดสีระหว่างคนชั้นกลางกับคนรากหญ้า ใช่หรือไม่ โดยมีพรรคการเมือง 2 พรรคเป็นกระจกสะท้อน
คนเมืองหลายคนอึดอัดกับการที่เพื่อไทยทำท่าจะชนะเลือกตั้ง เป็นความคุกรุ่นสะสมตั้งแต่ผลเลือกตั้งยังไม่ออก
ขณะที่คนรากหญ้า ต่างสำแดงพลังอย่างเต็มที่ ใครเคยไปสัมผัสบรรยากาศแดงในภาคเหนือ ภาคอีสาน จะเข้าใจดี เมื่อคนรากหญ้ารวมตัวกัน ผ่านการหาเสียง รณรงค์เลือกตั้งนั้นเป็นอย่างไร
การเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ จึงน่าจะตั้งหลักมองกันให้มากกว่าเดิม
ถ้ามองว่า เพื่อไทยได้คะแนนนิยมมากกว่าประชาธิปัตย์ เนื่องจากนโยบายประชานิยม หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ เมื่อเลือกตั้งผ่านไปแล้วทุกอย่างจะจบ ก็สบายใจกันได้
แต่หากมองอีกแง่ คะแนนนิยม เพื่อไทยที่เหนือกว่า เนื่องจากมีแรงสะสมจากความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เมื่อมีโอกาสก็สะท้อนออกมาในแง่ของการเลือกตั้ง ความหมายจะกลายเป็นอีกเรื่อง
บ้านเมืองเราจะหาความสงบได้ยาก หากตั้งสมมติฐานผิด มองการเมืองเฉพาะสี มองการเมืองเป็นการแข่งขันเฉพาะพรรค แต่ไม่ได้คิดถึงความแตกต่าง ความเป็นจริงทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้น และพัฒนาตัวอย่างต่อเนื่อง
นี่แหละ คือโจทย์ใหญ่ๆ ที่ต้องหาทางแก้ไข โดยต้องมองข้ามตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ทักษิณ อภิสิทธิ์ หรือยิ่งลักษณ์
อย่าลืม เรายังมีคำถามสำคัญที่หาคำตอบกันไม่ได้เลย
นั่นคืออนาคตหลังเลือกตั้ง เราจะไปทางไหนกันดี?







