posttoday
"ไทยจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจริงหรือ"

"ไทยจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจริงหรือ"

24 กันยายน 2568

IMF เตือนรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลภาวะการคลังและลดหนี้สาธารณะลงจาก 64.5% เหลือ 60% ของ GDP เพื่อป้องกันการถูกลดอันดับเครดิต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าเงินบาท

KEY

POINTS

  • สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับมุมมองของไทยเป็นเชิงลบ ประกอบกับ IMF ได้ออกมาเตือนเรื่องหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงถึง 64.5% ของ GDP
  • หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ เช่น หุ้นตก ต้นทุนหนี้ต่างประเทศสูงขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
  • ผู้เขียนเสนอให้รัฐบาลเร่งป้องกันการถูกลดอันดับโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 1%

"ไทยจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจริงหรือ"

ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไว้ในระดับที่ดีมีเสถียรภาพจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ เช่น มูดี้ส์ (Moody) และเอสแอนด์พี (S&P) มานานหลายปีติดต่อกัน จนกระทั่งเมื่อประมาณปลายเดือนเมษายนนี้ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนมุมมองของมูดี้ส์ให้ไทยอยู่ในสภาวะที่เป็นเชิงลบ (Negative) แต่ยังไม่ถึงขั้นลดอันดับเครดิตที่เขาได้จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ baa1

ต่อมาในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมาของปลายเดือนกันยายนนี้ พร้อมๆกับการที่คณะรัฐมนตรีของท่านนายกอนุทินได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยก็ถูกเตือนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ให้ดูแลภาวะการคลังของประเทศให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตือนให้คณะรัฐบาลพยายามบริหารประเทศให้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศที่มีทีท่าว่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับ 64.5% ของ GDP ให้มาอยู่ในระดับแค่ 60% ของ GDP ผมว่านี่เป็นคำเตือนจาก IMF ที่น่าสะพรึงกลัวมาก ถือได้ว่าเป็นการบอกใบ้จาก IMF ว่าไม่เช่นนั้นให้ระวังการถูกลดอันดับเครดิตของประเทศนะ

นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่คณะรัฐมนตรี 4 เดือน ที่นำโดยท่านนายกอนุทินจะต้องมีการสำแดงการตอบรับอย่างจริงจังให้ IMF และนานาประเทศได้รู้เห็นโดยเร็ว ผมได้ยินเรื่องนี้จากหลายสำนักข่าวที่ติดตามเรื่องเศรษฐกิจของประเทศเรา ก็ได้รับฟังความห่วงใยของสื่อต่างๆว่าไทยเราจะถูกปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงในเร็วๆนี้ มันน่ากลัวจริงๆนะครับ

 

ท่านที่ไม่ใช่นักการเงินการคลังทั้งหลาย ขอให้รับฟังและนำไปคิดให้ดีนะครับ ถ้าประเทศไทยเราซึ่งอยู่ในอาการของประเทศที่ยังไม่ฟื้นไข้อย่างในขณะนี้ มาเจอการลดอันดับเครดิตลงอีกขั้นเดียวอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

ประการแรกหนีไม่พ้นที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะตก และจะถูกซ้ำเติมให้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้ให้ยิ่งตกต่ำดำดิ่งลงไปอีก ประการต่อมาบรรดาหนี้ต่างประเทศทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีภาระต้องชำระอยู่จะต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แค่นี้ก็จะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาท และอัตราดอกเบี้ยในประเทศให้อยู่ในภาวะที่ดูไม่จืดอย่างแน่นอน

แล้วอย่างนี้จะแก้ไขกันอย่างไร ? จากความเห็นส่วนตัวของผมที่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มานานตั้งแต่สมัยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ผมอยากจะบอกว่าถึงเวลาที่ท่านนายกอนุทินที่พยายามแสดงความจริงจังในการบริหารประเทศหลายด้านในขณะนี้ จะต้องหันความสนใจแบบสุดๆมาดำเนินการป้องกันไม่ให้ประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือภายในช่วง 4 เดือนนี้ให้ได้

มาตรการที่จะต้องงัดมาใช้ด่วนมีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหารายได้ของรัฐบาลให้นักลงทุนนานาประทศมองเห็นว่าเป็นมาตรการที่จะสร้างความยั่งยืนของภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้จริงๆ มาตรการนี้ทำได้เลยในช่วง 4 เดือนนี้ ซึ่งรัฐบาลสามารถทำได้เร็วกว่ามาตรการเพิ่มการส่งออกและการท่องเที่ยว และมาตรการเพิ่ม GDP อื่นๆที่กำลังว้าวุ่นทำกันอยู่มากทีเดียว

ขอเรียนเสนอแนะกันตรงๆนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกด้านเศรษฐกิจจะต้องกล้าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้ได้อีก 1 เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วยมาตรการด้านภาษีอื่นๆอีกให้เห็นเป็นรูปธรรมได้เป็นชุดๆ

ขอให้สลัดความกลัวคะแนนนิยมของพรรคจะลดเหมือนนักการเมืองเก่า ที่คิดแต่จะหาผลประโยชน์เข้าพรรคตนเองอย่างเดียวสักครั้งเถอะครับ เชื่อได้เลยว่าท่านจะเปลี่ยนความคิดที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเราจากทุกสถาบันจัดอันดับเครดิตได้แน่นอน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ