ทรัมป์เขย่าโลก! วิกฤติเชื่อมั่นหด ลุ้นตลาดฟื้นปลายปี
นโยบาย “ทรัมป์” ป่วนตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก เสี่ยงวิกฤติพันธบัตรลามทั่วโลก บัวหลวงคาดสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไตรมาส 4/2568
KEY
POINTS
- นโยบาย “ทรัมป์” ป่วนตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก เสี่ยงวิกฤติพันธบัตรลามทั่วโลก
- บัวหลวงคาดสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไตรมาส 4/2568
นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้น เริ่มสร้างความไม่แน่นอนในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อคุ้มครองภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งแม้ว่าจะมีศักยภาพในการลดปริมาณการนำเข้าในระยะยาว แต่กลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในทันที
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังดำเนินนโยบายการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมาก ในขณะที่ลดการลงทุนในภาคส่วนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว อาทิ การศึกษา การจัดหาที่อยู่อาศัย และการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งการปรับสมดุลงบประมาณในลักษณะนี้ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ
นอกจากนี้ การปฏิรูประบบภาษีด้วยการยกเลิกภาษีจากค่าทิปและค่าจ้างล่วงเวลายังส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลลดลง ซึ่งเมื่อรวมกับการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมแล้ว ก็นำไปสู่ภาวะการขาดดุลการคลังที่มีแนวโน้มจะเรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ตลาดกังวลเพิ่มเติมก็คือ เมื่อพิจารณาควบคู่กับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังคงดำรงอยู่ และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียว สหรัฐอเมริกาจึงกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ Twin Deficit หรือการขาดดุลคู่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญเกี่ยวกับความอ่อนแอของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงินโลก
ความเสี่ยงสะสมเริ่มส่งผลต่ออันดับเครดิต: Moody’s ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1917 โดยให้เหตุผลว่าการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาระต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ได้ผลักดันให้อัตราส่วนหนี้สินและค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยต่อ GDP สูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีอันดับเครดิตระดับเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ
ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังดังกล่าว ได้สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 5.09% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลที่มีแนวโน้มจะผลักดันการขาดดุลให้ขยายตัวต่อเนื่องในระยะหลายปีข้างหน้า
แรงกดดันเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสัญญาณเตือนต่อสถานะทางการคลังเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิด Bond Market Crisis ซึ่งอาจลุกลามไปสู่ระบบการเงินของประเทศอื่นได้ โดยหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงปรับตัวขึ้นไม่หยุด ก็มีความเป็นไปได้ที่ความปั่นป่วนในตลาดการเงินจะขยายวงกว้างขึ้นภายในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
เหตุใดหากเกิดวิกฤตในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผลกระทบจึงไม่จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่กลับสามารถลุกลามไปทั่วทั้งระบบการเงินโลก? : คำตอบอยู่ที่บทบาทเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินสมัยใหม่
โดยมีช่องทางการส่งผ่านความเสี่ยงที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก สหรัฐฯ คือเสาหลักของระบบการเงินโลก : พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) ไม่เพียงเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุด หากแต่ยังได้รับการยอมรับว่าเป็น Global Risk-Free Asset หรือสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงในระดับโลก ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ธนาคารกลาง และกองทุนระหว่างประเทศใช้ US Treasuries เป็นหลักประกันในธุรกรรมต่างๆ เช่น repo, swap และ derivatives หากความเชื่อมั่นในพันธบัตรสหรัฐฯ ถูกสั่นคลอน ไม่ใช่เพียงแค่ราคาพันธบัตรจะร่วง แต่ระบบการค้ำประกันทั้งระบบก็จะสั่นไหวตามไปด้วย
ประการที่สอง การแพร่กระจายผ่านตลาดทุน (Contagion Effect) : การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของ Bond Yield โดยเฉพาะหากเกิดจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิต หรือความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลัง จะเร่งให้เกิดการขายสินทรัพย์แบบเร่งด่วน (forced selling)
และการประเมินมูลค่าพอร์ตลงทุนใหม่ทั่วโลก (mark-to-market revaluation) ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น, ตราสารหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ และสกุลเงินที่มีความเสี่ยง ซึ่งมักจะเผชิญแรงขายในทันทีจากนักลงทุนที่ต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยหรือปรับลด leverage
ประการที่สาม สหรัฐฯ เป็น Anchor ของต้นทุนเงินทั่วโลก : ในฐานะผู้ออกพันธบัตรรายใหญ่ที่สุดและเป็นประเทศที่ใช้สกุลเงินหลักของโลก การเปลี่ยนแปลงในอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ จึงส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเงินในประเทศอื่นๆ หาก Bond Yield ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการประสานเชิงนโยบาย อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางของประเทศอื่นต้องขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ทั้งที่เศรษฐกิจของตนเองอาจยังไม่พร้อมรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จึงไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือทางการคลังของรัฐเท่านั้น หากแต่ทำหน้าที่เสมือนเสาหลักของระบบการเงินโลก ทั้งในด้านความมั่นคงของสินทรัพย์ปลอดภัยและการเป็นหลักประกันในธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ ความเปราะบางที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ จึงมิใช่ปัญหาเฉพาะถิ่น หากแต่เป็นภัยความเสี่ยงเชิงระบบที่พร้อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังสินทรัพย์ทุกประเภทและทุกภูมิภาคของโลกได้ในเวลาอันสั้น
ผลกระทบต่อตลาดหุ้น: ตลาดหุ้นย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อมจากวิกฤตในตลาดพันธบัตรได้ เนื่องจากพันธบัตรไม่เพียงเป็นตัวสะท้อนต้นทุนเงินในระบบ หากยังเป็นตัวกำหนดอัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นโดยตรง
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมส่งผลให้ Valuation ของหุ้นถูกกดดัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีค่า P/E สูง ซึ่งจะเผชิญแรงกดดันจากการถูกปรับลดประมาณการมูลค่า และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การไหลออกของ Fund Flow จากตลาดหุ้น
แนวโน้มและบทสรุป: แม้ความเสี่ยงของวิกฤตในรอบนี้จะยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่พื้นฐานของระบบการเงินโลกในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งและมีภูมิคุ้มกันมากกว่าในอดีตอย่างมาก ทั้งในมิติของฐานทุนธนาคาร การกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น และขีดความสามารถของ Fed ในการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ
เมื่อประเมินตามจังหวะเวลาของตลาด (Market Timing) คาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ปี 2025 ตลาดการเงินโลกโดยรวมอาจยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงความเสี่ยงอันเป็นผลพวงจากแนวนโยบายการคลังของรัฐบาลทรัมป์
อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ปี 2025 ปัจจัยลบต่างๆ เหล่านี้น่าจะทยอยผ่อนคลายลง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการแทรกแซงของ Fed ประกอบกับความยืดหยุ่นในการปรับนโยบายของภาครัฐ (ที่มา รายงานการจัดพอร์ตสินทรัพยและแนวโน้มการลงทุนของทีม Wealth Research)


