posttoday
ไทย Vs กัมพูชา ปะทะชายแดน สู่ Soft Conflict สงครามยุคใหม่?

ไทย Vs กัมพูชา ปะทะชายแดน สู่ Soft Conflict สงครามยุคใหม่?

06 มิถุนายน 2568

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชากลายเป็นจุดเริ่มของ “สงครามยุคใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรม ชาตินิยม และโซเชียลมีเดีย มากกว่าอาวุธจริงบนสมรภูมิ

ไทย Vs กัมพูชา ปะทะชายแดน สู่ Soft Conflict สงครามยุคใหม่?

 

เสียงปืนในสนามรบอาจเงียบลงภายใน 10 นาทีแต่เสียงบนโซเชี่ยลมีเดีย…ก้องสะท้านเป็นแรมเดือน

 

เหตุปะทะชายแดน ไทย–กัมพูชา เมื่อปลายพฤษภาคม 2568 ที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี กินเวลาไม่ถึงสิบนาที แต่ปลุกคลื่นชาตินิยมปนความเกลียดชังในโซเชียล

ให้ลุกฮือราวกับสงครามโลกครั้งที่สาม

 

กัมพูชาแบนสินค้าไทย ไทยบอกเขมรล้ำแดน กองทัพประชาชนออนไลน์เคลื่อนพล

พร้อม #ล้างแค้น แทนทหาร

 

ความขัดแย้งระหว่าง เพื่อนบ้านที่ไม่ไว้ใจกัน อย่างไทย–กัมพูชา ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่วิวัฒน์ขึ้นตามยุค จากสงครามทหาร สู่ สงครามการเมือง สู่ สงคราม Soft Power  

จนถึงวันนี้…ที่ความขัดแย้งถูก “สื่อ” และ “อารมณ์” ทำให้กลับมาเดือด

 

 

มังกรเขี้ยวแก้วขอเท้าความย้อนไปเมื่อ…ปี 54 ไทยกับกัมพูชาเคยยิงปืนใหญ่ข้ามดินแดนกันจริง ๆ เพราะข้อพิพาทรอบ ปราสาทพระวิหาร ตอนนั้น ทหารไทยเสียชีวิต–บาดเจ็บ

UN ต้องออกแถลงการณ์–ศาลโลกต้องพิจารณา จนสุดท้ายตัดสินให้พื้นที่ปราสาทเป็นของกัมพูชา

 

สิบปีผ่านไป…ศาลโลกยังไม่เย็นดี กัมพูชาเสนอให้ยื่นเรื่องชายแดนไทย–กัมพูชาอีกครั้ง

คราวนี้รวมถึงพื้นที่ ช่องบก และ สามเหลี่ยมมรกต ด้วย

 

เดือนพฤษภาคม 2568 มีทหารกัมพูชาเสียชีวิตจริงจากการปะทะ เพียงแต่ครั้งนี้…ไม่มีใครพูดถึงเสียงปืนมากเท่าเสียงกร่นบนแพลทฟอร์มโซเชี่ยลมีเดีย

 

 

หลังปะทะ X และเฟซบุ๊ก กลายเป็นสมรภูมิใหญ่กว่า “ดงรัก” โพสต์จากชาวกัมพูชา เรียกร้องให้แบนสินค้าไทย ไม่ซื้อมาม่า ไม่ดื่มโออิชิ ฝั่งไทยไม่ยอม… ชวนกันรื้อประวัติศาสตร์ “พระยาละแวก” แชร์ภาพเคลื่อนย้ายรถถัง ส่งกำลังพล บางโพสต์ถึงขั้นเสนอ ปิดด่าน  ปิดสัมพันธ์  ปิดอนาคต

 

นี่คือสงครามที่ไม่มีขีปนาวุธ แต่ใช้ วาทกรรม ชาตินิยม และความเกลียดชัง

เป็นอาวุธกดดันรัฐบาลให้เดินหมากแข็งขึ้น…ทั้งที่กำลังเจรจา

 

ในยุคสงครามไม่ใช่แค่การยิงกันอีกต่อไป นักรัฐศาสตร์เรียกการเผชิญหน้าประเภทนี้ว่า

Soft Conflict  ความขัดแย้งเชิงอารมณ์ สื่อ และวัฒนธรรม ซึ่งสร้างผลลัพธ์ไม่แพ้สงครามจริง ทำลายความไว้วางใจระหว่างชาติ ปลุกกระแสชาตินิยม สร้างแรงกดดันจากประชาชน บั่นทอนบทบาทนักการทูต นักเจรจา และรัฐบาล

 

Soft Conflict ร้ายตรงที่มันปลุกได้ง่าย ไวรัลโพสต์เดียว จุดชนวนทั้งประเทศ แถมยากจะดับ เพราะมันแพร่ในใจคน ไม่ใช่ในพื้นที่พิพาท

 

รัฐบาลไทย รัฐบาลกัมพูชา แม้จะมีสายสัมพันธ์ระดับผู้นำดีเยี่ยม ตระกูลชินวัตร–ตระกูลฮุน แนบแน่นยิ่งกว่าพรมแดน แต่พอเกิดปะทะ ความคาดหวังจากคนในประเทศกลับกลายเป็นภาระและจุดอ่อนในการโจมตีทางการเมือง

 

รัฐบาลไทยถูกมองว่า “อ่อน” รัฐบาลกัมพูชาถูกมองว่า “เกรงใจไทย” ทั้งคู่ต้องกระตุ้นความแข็งแกร่ง ยื่นเรื่องศาลโลก ตีกลองศึก เพื่อรักษาฐานเสียงและรักษาสมดุลทางอารมณ์ของประชาชนของตัวเอง

 

Soft Conflict ไม่ได้แพร่เฉพาะไทยกับกัมพูชา ประเทศฟิลิปปินส์กับจีนก็มี เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นก็ใช้การแบนสินค้าสู้กัน ส่วนญี่ปุ่นกับเกาหลีเหนือก็วางเกมผ่านโซเชียล

 

แต่มีประเทศไหน…ชนะสงครามแบบนี้จริง?

 

การแบนมาม่า ไม่ได้ทำให้ได้พื้นที่คืน การโพสต์วาทกรรมเผ็ดร้อน ไม่ได้ปลุกชาติให้เข้มแข็งขึ้น มีแต่คนชายแดน ที่ต้องกลัวว่าจะขายของพรุ่งนี้ได้ไหม มีแต่นักเจรจา ที่ต้องถูกลากให้ถอยหลังสามก้าวทุกครั้งที่กระแสโซเชียลลุกฮือ

 

มังกรเขี้ยวแก้วขอทิ้งท้ายให้คิดไว้สักนิด… พรมแดนที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่เส้นแบ่งดินแดน แต่อยู่ในเส้นใจระหว่างประชาชนของสองประเทศ

 

ถ้าเรายังเชื่อว่า “เขา” คือศัตรู… สงคราม Soft จะไม่มีวันจบ และเสียงปืนที่ช่องบก…อาจไม่ใช่แค่เสียงเตือน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการจมหายไปในสนามรบยุคใหม่ที่ชื่อว่า “ความเกลียดชัง”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท