
อุตสาหกรรมการทดสอบดาวเทียม บันไดขั้นแรก ของเศรษฐกิจอวกาศไทย
อุตสาหกรรมการทดสอบดาวเทียม บันไดขั้นแรกของเศรษฐกิจอวกาศของไทย การผลิตดาวเทียม เป็นธุรกิจเฉพาะทาง เป็นภารกิจของรัฐ รวมถึงการส่งดาวเทียมจากประเทศไทยขึ้นสู่อวกาศเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ดี ดาวเทียม อาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆแล้วใกล้ตัวกว่าที่คิด
เมื่อพูดถึง ‘ดาวเทียม’ หลายคนคงมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และผู้ประกอบการเองยังคงมองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจ และไม่ทราบว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร เนื่องจากเข้าใจว่า การผลิตดาวเทียม เป็นธุรกิจเฉพาะทาง เป็นภารกิจของรัฐ รวมถึงการส่งดาวเทียมจากประเทศไทยขึ้นสู่อวกาศเกิดขึ้น ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ดี เมื่อผู้อ่านบทความนี้ไปจนจบอาเริ่มเห็นภาพว่า ดาวเทียม เป็นเรื่องไกล ๆ ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ก่อนอื่นขอยกตัวอย่างของการใช้บริการดาวเทียมในชีวิตประจำวันก่อน ประชาชนโดยส่วนใหญ่คงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรทัศน์ ซึ่งแน่นอนต้องใช้การส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านดาวเทียม และปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามีการใช้ระบบแผนที่นำทางในการเดินทางมากขึ้น ซึ่งเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียม รวมถึงหน่วยงานของรัฐใช้ข้อมูลดาวเทียมดูแลประชาชนในการบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ การพยากรณ์ทั้งภัยแล้ง พายุฝนฟ้าคะนอง การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา การตรวจวัดระดับน้ำทะเลขึ้น-ลงต่าง ๆ ดังนั้น การใช้งานดาวเทียมจึงเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ต่อมา เมื่อมองในมุมโอกาสทางธุรกิจ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Industry) ทั้งหมดมีขอบเขตที่กว้างกว่าที่คนทั่วไปคาดคิด เมื่อมองภาพอุตสาหกรรมทั้งหมดอันประกอบอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้ายในการสร้างรายได้ของเศรษฐกิจอวกาศทั้งหมด โดยบันไดขั้นแรก มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดวางรากฐานที่มั่นคง และมีโอกาสทางธุรกิจแฝงอยู่ รอคอยที่จะให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมาค้นพบ นั่นคือ การผลิตชิ้นส่วน แผงวงจร และอะไหล่ต่าง ๆ ที่ใช้ในเครื่องบิน และดาวเทียม ซึ่งมีแหล่งผลิตมาจากทั้งอุตสาหกรรมที่รับหน้าที่ผลิตเฉพาะชิ้นส่วนอากาศยานและดาวเทียมโดยเฉพาะ ด้วยการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล และอาจมาจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่อาจมีขีดความสามารถที่จะยกระดับตัวเองให้เข้ามารับส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ประกอบการที่ผลิตน็อต เก้าอี้ แผงวงจร ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป สามารถยกระดับผลิต น็อต เก้าอี้ แผงวงจร ที่สามารถใช้ในอากาศยานและดาวเทียมได้ล่ะ ผู้ประกอบการอาจต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าและคุณภาพให้สูงขึ้นอีกหน่อย มูลค่าเพิ่มหรือราคาของสินค้าย่อมสูงขึ้น ผู้ประกอบการจะสามารถยกระดับรายได้ของตัวเองให้เพิ่มขึ้นได้ขนาดไหน หรือแม้แต่ SME และ Start-up ที่ผลิตชิ้นส่วนเล็ก ๆ ก็อาจผลิตชิ้นส่วนที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอวกาศที่ใหญ่โตได้
เมื่อพูดถึงมาตรฐานการผลิตที่ต้องเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แน่นอน! ชิ้นส่วนต่าง ๆ ในอากาศยานและดาวเทียม จะต้องมีความสมบูรณ์ ทนทาน ผ่านการทดสอบเข้มข้นกว่าชิ้นส่วนในเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และยานพาหนะอื่น ๆ ดังนั้น ภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้มีการจัดตั้ง ‘ศูนย์ทดสอบและประกอบดาวเทียมแห่งชาติ’ (National Assembly Integration and Test: AIT) ตั้งอยู่ ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ (Space Krenovation Park: SKP) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีห้องปฏิบัติการความเป็นเลิศและนวัตกรรมการบินและอวกาศ หรือห้องแล็บ “กาแลคซี่” (GISTDA’s Aerospace Laboratory of Excellence and Innovation: GALAXI) ที่เป็นศูนย์บริการการทดสอบชิ้นส่วนวัสดุอากาศยาน และได้รับรองมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการและนักศึกษาในอุตสาหกรรมทั้งยานยนต์ อากาศยาน อวกาศยาน และดาวเทียม หรือชิ้นส่วนระดับ Industrial Grade เป็นศูนย์ที่มีอุปกรณ์เครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถรองรับการพัฒนาชิ้นส่วนอุปกรณ์ สร้าง ประกอบ และทดสอบดาวเทียม แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะยังอยู่ในระยะตั้งไข่ และยังมีจำนวนผู้ประกอบการไม่มาก แต่ก็เป็นบันไดขั้นแรกของประเทศไทย ที่จะเป็นการเตรียมวางรากฐาน เพื่อรองรับการเติบโตของกระแสโลก ที่จะมีการผลิตและส่งดาวเทียมขนาดเล็กวงโคจรต่ำเพิ่มขึ้น และบ่อยครั้งขึ้น อย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้ โดยภาครัฐจะต้องเป็นฝ่ายริเริ่ม เพื่อนำร่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับเอกชนภายในประเทศ รวมถึงช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทยอีกด้วย
หากเทียบขีดความสามารถของไทยกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมกับประเทศอื่น เนื่องจากประเทศไทย มีจุดแข็งในด้านเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่ง และเป็นศูนย์กลางการบินเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคมายาวนาน รวมถึงมีที่ตั้งของประเทศอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของการพัฒนาอุตสาหกรรมการทดสอบอากาศยานและดาวเทียมของไทย ถือได้ว่า อยู่ในระดับใกล้เคียงกับอินโดนิเซียและเวียดนาม และสามารถแข่งขันได้กับกลุ่มประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมนี้มาเป็นระยะเวลานาน แต่ขาดความต่อเนื่อง เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการ GALAXI Lab ของไทยได้รับการรับรอง 3 มาตรฐาน ประกอบด้วย 1) มาตรฐานคุณภาพห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025:2017 2) มาตรฐานด้านการบิน NADCAP AC7122 (Non-Metallic Material Testing) ซึ่งถือว่าเป็น Lab ของรัฐบาลแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้มาตรฐาน NADCAP นี้ และ 3) มาตรฐานการจัดการคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม Aerospace (AS9100D) และมีอุปกรณ์การให้บริการทดสอบดาวเทียม 4 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องทดสอบการสั่นสะเทือน (Vibration Test) ซึ่งเครื่องทดสอบของไทยมีขีดความสามารถใกล้เคียงกับมาเลเซีย โดยเครื่องทดสอบของมาเลเซียรับน้ำหนักบรรทุกได้ 2,693 กิโลกรัม สูงกว่าเครื่องทดสอบของไทยเล็กน้อยที่อยู่ 1,600 กิโลกรัม และจำลองการสั่นสะเทือนได้ 267-287 กิโลนิวตัน สูงกว่าเครื่องทดสอบของไทยเล็กน้อยที่อยู่ที่ 180 กิโลนิวตัน แต่เครื่องทดสอบของไทยเหนือกว่าอินโดนีเซีย ซึ่งรับน้ำหนักบรรทุกได้เพียง 450 กิโลกรัม 2) เครื่องทดสอบความเฉื่อย (Moment of inertia: MOI) ซึ่งเครื่องทดสอบของไทยเหนือกว่ามาเลเซีย โดยรับน้ำหนักบรรทุกในการทดสอบแบบ Static ได้สูงถึง 3,500 กิโลกรัม ขณะที่เครื่องทดสอบของมาเลเซียรับน้ำหนักแบบ Static ได้สูงสุดเพียง 1,300 กิโลกรัม 3) เครื่องทดสอบการต้านทานเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (Thermal Cycle) ซึ่งขีดความสามารถใกล้เคียงกับมาเลเซีย โดยเครื่องทดสอบของไทยมีขนาดที่ใหญ่กว่า แต่จำลองความดันสุญญากาศได้เท่ากัน และเหนือกว่าอินโดนีเซีย ที่มีขนาดเล็ก และจำลองความดันสุญญากาศได้น้อยกว่า และ 4) เครื่องทดสอบอุณหภูมิในสภาวะสุญญากาศ (Thermal Vacuum) ซึ่งทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียยังไม่มีอุปกรณ์นี้ ดังนั้น อุปกรณ์การทดสอบของไทยที่มีอยู่ ถือว่ามีประสิทธิภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะรองรับความต้องการของตลาดด้านการทดสอบดาวเทียมได้ดี หากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคมีการผลิตดาวเทียมมากยิ่งขึ้นในอนาคต การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศนี้ จะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยได้ในอนาคต
สำหรับอุปกรณ์ทดสอบที่มีการใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ‘เครื่องทดสอบการสั่นสะเทือน’ เนื่องจากเครื่องทดสอบนี้สามารถประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบความสมบูรณ์ของโครงสร้างหรือความทนทานของวัสดุและชิ้นส่วน ใกล้เคียงกับการทดสอบอากาศยานและดาวเทียม ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและระบบยานยนต์ อาทิ รถสปอร์ตระดับหรู (Super car) และยานยนต์ที่ใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติอันโดดเด่น อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next Gen Automotive) อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในภาคขนส่ง จึงอาจกล่าวได้ว่า ในระหว่างที่ความต้องการทดสอบอากาศยานและดาวเทียม ยังไม่มากพอการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอื่น ดังที่กล่าวข้างต้น ให้มาใช้บริการที่ศูนย์ทดสอบ เป็นสิ่งที่จำเป็น และสอดคล้องกับแนวทางในประเทศอื่น ๆ ดำเนินการเช่นเดียวกัน
เมื่อพูดถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ต่อเศรษฐกิจไทย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกันประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมการทดสอบดาวเทียม โดยใช้ข้อมูลสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมปี 2565 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมสถานประกอบการด้านการผลิตจำนวนทั้งสิ้น 438,259 แห่ง และสถานประกอบการด้านธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการจำนวนทั้งสิ้น 2,044,071 แห่ง ประกอบกับการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตด้านการบิน พ.ศ. 2562 ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พบว่า อุตสาหกรรมทดสอบดาวเทียมมีมูลค่าผลผลิต (Gross Output) รวม 11,868 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม GDP (Value Added)รวม 5,457 ล้านบาท และการจ้างงาน (Employment) รวมจำนวน 4,910 คน แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรม
การทดสอบดาวเทียม ซึ่งสามารถให้บริการคลอบคลุมทั้งทั้งอากาศยาน อวกาศยาน และดาวเทียมมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงมีส่วนสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace & Aviation) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่ภาครัฐมุ่งมั่นพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรม
ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต
โดยสรุป อุตสาหกรรมการทดสอบดาวเทียม เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการเป็นรากฐานที่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Industry) และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมข้างเคียง ที่ต้องการเพิ่มคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพของวัสดุ รวมถึงส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ ซึ่งภาครัฐสามารถเพิ่มสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ โดยเพิ่มบทบาทในการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากร การผลิตบุคลากรเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศที่จำเป็น และการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสาร เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักและเข้าใจถึงบทบาทและภารกิจของศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนอากาศยานและดาวเทียมของไทยต่อไป







