
การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนผ่านนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นักเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ แนะรัฐอัดงบเพิ่ม หนุนนโยบายวิทยาศาสตร์ งานวิจัยและนวัตกรรม หลังเม็ดเงินลุงทุนยังต่ำเพียง 1.33% เมื่อเทียบGDP พร้อมเร่งผลิตนักวิจัยรุ่นใหม่ นำผลงานมาใช้พัฒนาประเทศได้จริง ไม่แขวนไว้บนหิ้งทิ้งเปล่า เพื่อยกระดับนำไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ถูกนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของหลากหลายประเทศทั่วโลกซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน โดยในช่วงปี 2016 ประเทศไทยได้ออกแผนในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า “Thailand 4.0” และหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักก็คือ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา 10 ภาคอุตสาหกรรมหลัก (S-curve industries) โดยในกลุ่มของ 5 อุตสาหกรรมแรกจะเป็นการต่อยอดอุตสาหกรรมที่เป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว คือ
1. อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต (next-generation automotive)
2. อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย (smart electronics)
3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้สูง (high-income tourism and medical tourism)
4.อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (efficient agriculture and biotechnology)
5. อุตสาหกรรมนวัตกรรมทางอาหาร (food innovation)
รวมไปถึงอีก 5 ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการการเติบโตสูงในอนาคต คือ
6. อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (automation and robotics)
7. อุตสาหกรรมการบิน (aerospace)
8. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (bio-energy and bio-chemicals)
9. อุตสาหกรรมดิจิทัล (digital)
10. อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ (medical and healthcare)
ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนจากการสนับสนุนของภาครัฐผ่านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา 10 ภาคอุตสาหกรรมนี้ เช่น นโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (Eastern Economic Corridor) นโยบาย BCG (Bio, Circular, and Green economy) หรือ นโยบายในการสนับสนุน วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เป็นต้น
และเพื่อให้การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น ภาครัฐจึงต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง มีความคล่องตัว มีความสามารถเพียงพอที่จะทำให้นโยบายดังกล่าวมีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้จริง รัฐบาลไทยจึงได้มีนโยบายในการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับบริบทดังกล่าวครั้งใหญ่ โดยในปี 2019 รัฐบาลนั้นได้มีการปฏิรูปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ววน.
ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการยุบรวมหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานให้กลายมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมไปถึงการปรับปรุงและสร้างหน่วยงานรัฐและหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจและความสามารถเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ววน. ในแต่ละด้าน อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มีหน้าที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้าน ววน. ของประเทศเพื่อกำหนดและกำกับทิศทางให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีหน้าที่ในการให้ทุนวิจัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาโครงงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ และสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่ทำงานทางด้านการวางแผนและการให้คำปรึกษาในการออกนโยบายของกระทรวง อว. เป็นต้น
ในความคิดของผู้เขียนมองว่าการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. นั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศให้มีความทัดเทียมกับนานาประเทศ รวมไปถึงสามารถทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในปี 2030 นี้ได้ เนื่องจากการจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกข้อนั้นจำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้าไปสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ 7 ในประเด็นของพลังงานสะอาด เป้าหมายที่ 4 คุณภาพของการศึกษา รวมไปถึงเป้าหมายที่ 1 การลดความยากจน ล้วนแต่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการแก้ปัญหาและช่วยในการบรรลุเป้าหมายแห่งความยั่งยืนทั้งสิ้น โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างบางประเด็นเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นว่าการพัฒนานโยบายด้าน ววน. นั้นจะเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
1) ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการ
ววน. จะเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าให้มีราคาที่ลดลง มีอายุใช้งานที่ยาวนานขึ้น รวมไปถึงการสร้างกระบวนการซ่อมแซม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและส่งผลเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องตลอดกระบวนการผลิตและการใช้งานน้อยลง ในด้านบริการการพัฒนา ววน. นั้นจะทำให้การทำงานระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และธุรกิจต่อลูกค้า (B2C) มีกระบวนการทำงานที่เร็ว สะดวกขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเข้ามาใช้ในกระบวนการ อาทิเช่น Waste management หรือ Eco-design เป็นต้น
2) ด้านการพัฒนากระบวนการการผลิต
ววน. จะเข้ามาช่วยพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและช่วยลดข้อผิดพลาดให้น้อยลง รวมไปถึงการช่วยลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่อาจจะส่งผลเสียต่อมนุษย์และธรรมชาติเช่นเดียวกัน และที่สำคัญไม่แพ้กัน ววน.จะเข้ามาช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลาในการผลิต และลดวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตของภาคเอกชนอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ที่เรียกว่าเศรษฐกิจแห่งการหมุนเวียน (circular economy) อีกด้วย เหล่านี้ล้วนสามารถสร้างระดับเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยและสามารถเพิ่มการจ้างงานได้อย่างมหาศาลอีกด้วย
3) ด้านการพัฒนานวัตกรรมทางด้านการเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ รวมไปถึงความยากจนในระดับสูง และปัจจัยดังกล่าวจะยิ่งแย่ลงหากประชาชนกลุ่มนั้นเป็นผู้เปราะบาง โดยหลากหลายรูปแบบทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างเข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในด้านต่าง ๆ เพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาเหล่านั้น และสามารถทำให้ภาครัฐสามารถออกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มคนเปราะบางได้ เหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของข้อดีและประโยชน์จากการลงทุนเพื่อการพัฒนา ววน. เท่านั้น
ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าประเทศไทยนั้นจะมีการพัฒนา ววน. ไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่หากพิจารณาถึงตัวชี้วัดที่สำคัญบางประการที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องที่ทำให้การพัฒนาในประเด็นดังกล่าวยังไม่เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ ยกตัวอย่างในประเทศที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับสูง อาทิเช่น ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD มักจะให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณปริมาณมหาศาลในการลงทุนที่เกี่ยวกับนโยบายทางด้านงานวิจัยและการพัฒนา (R&D) โดยในปี 2021 ค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่ม OECD ใช้งบประมาณลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ R&D ประมาณ 4.7% เมื่อเทียบกับ GDP โดยมีประเทศอิสราเอล (5.6%) และประเทศเกาหลีใต้ (4.9%) เป็นสองประเทศที่ลงทุนกับ R&D มากที่สุดในกลุ่ม OECD และในโลก แต่เมื่อเราหันมามองประเทศไทยลงทุนเพียงแค่ 1.33% เมื่อเทียบกับ GDP เท่านั้น ไม่เพียงแค่ความแตกต่างของปริมาณเม็ดเงินที่ได้ถูกนำไปลงทุนในเรื่องที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลผ่านการสนับสนุนขีดความสามารถและการเพิ่มจำนวนนักวิจัยในประเทศก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาด้าน ววน. เช่นเดียวกัน
แม้ว่าประเทศไทยจะมีแนวโน้มของสัดส่วนนักวิจัยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2021 ประเทศไทยมีนักวิจัยกว่า 2,000 คนแล้วเมื่อเทียบกับประชากร 1,000,000 คน แต่เมื่อเทียบเคียงกับจำนวนนักวิจัยในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วในปีเดียวกัน อาทิเช่น ประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีนักวิจัย 7,527 คน ประเทศเดนมาร์กมีนักวิจัย 7,691 คน และประเทศเกาหลีใต้มีนักวิจัยมากถึง 8,713 คนต่อประชากร 1,000,000 คน จะเห็นได้ว่าประเทศของเรานั้นยังมีนักวิจัยอยู่ในสัดส่วนที่น้อย ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทที่สำคัญของภาครัฐในการเร่งสร้างกำลังคนอันจะส่งผลต่อการพัฒนา ววน. ของประเทศไทย
สุดท้ายนี้การพัฒนาประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ววน. นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ทรัพยากรในการลงทุนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ เวลา กำลังคน โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน แม้ว่าในปัจจุบันนี้ภาครัฐได้ให้ความสำคัญและการสนับสนุนในกลไกการพัฒนา ววน. อยู่พอสมควรแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างไรผู้เขียนขออนุญาตแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนา ววน. ให้มีความยั่งยืนมากขึ้นดังต่อไปนี้
การประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะเข้าใจก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้คนอาจจะเคยชินกับการเห็นเงินงบประมาณที่ถูกลงทุนไปในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิเช่น ถนน ระบบราง ทางยกระดับ อาคาร หรือสาธารณูปโภคพื้นฐาน ฯลฯ แต่การลงทุนทางด้าน ววน. นั้นอาจจะไม่ได้เห็นในรูปแบบที่สามารถจับต้องหรือเห็นได้โดยง่าย แต่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล
การลงทุนเพื่อการใช้งานได้จริง ในการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการผลักดันให้สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติได้จริง ไม่เพียงแค่เป็นงานวิจัยที่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเท่านั้น และต้องเป็นงานวิจัยที่สามารถเข้ามาช่วยยกระดับเศรษฐกิจและสังคมในประเทศของเราได้
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาการศึกษาก็สำคัญ ในบริบทการพัฒนา ววน. นั้นมีทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไกที่สำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่น เนื่องด้วยการพัฒนาในประเด็นดังกล่าวนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานและสร้างแรงจูงใจให้กับทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพตั้งแต่ยังเด็ก มากกว่านั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ด้วยตนเองนั้นจะสามารถช่วยลดงบประมาณในการซื้อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้เป็นอย่างมาก
เจตนารมณ์ทางการเมือง หรือ political will สำคัญที่สุด ในการพัฒนา ววน. นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสนับสนุนในระยะยาวผ่านเจตจำนงทางการเมือง โดยเฉพาะประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและพรรคการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล เม็ดเงินในการลงทุนในด้านดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดสรรและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพัฒนาทางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์นั้นต้องอาศัยเวลาและอาจจะต้องใช้ความพยายามหลายครั้งและงบประมาณจำนวนมากถึงจะประสบความสำเร็จได้
โดย ดร.กติกา ทิพยาลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย







