
SVB ล้ม VC ทั่วโลกรัดเข็มขัด สตาร์ทอัพควรรับมืออย่างไร
SVB ล้มสั่นคลอนวงการ Venture Capital (VC) และสตาร์ทอัพทั่วโลก ที่พึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ ต่างได้รับผลกระทบไปด้วย นับจากนี้แม้ยังมีทุนสนับสนุน แต่ต้องหันมาประคองการเติบโตแบบช้า ๆ และระมัดระวัง จึงจะไปต่อได้อย่างมั่นคง
แม้ว่าปัญหาการปิดกิจการของ Silicon Valley Bank (SVB) จะมีทางออกแล้ว โดย หลังจากที่ First Citizens BancShares ตกลงเข้าซื้อกิจการ SVB แล้ว ครอบคลุมเงินฝากและสินเชื่อทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 16,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากมูลค่าเดิม 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้มลงของ SVB สั่นคลอนวงการ Vanture Capital (VC) และสตาร์ทอัพทั่วโลก ไม่ได้จำกัดวงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะสตาร์ทอัพจากจีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ต่างได้รับผลกระทบไปด้วย เพียงแต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่า VC และสตาร์ทอัพเหล่านั้นมีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับ SVB ทางตรงและอ้อมอย่างไร
ย้อนรอย SVB ล้มหลังสภาพคล่องเหือด
SVB ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2526 ใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา วางตัวเป็นธนาคารเพื่อ VC และธุรกิจสตาร์ทอัพ SVB พัฒนา API (Application Programming Interface) บริการให้สตาร์ทอัพและ VC เชื่อมต่อระบบหลังบ้าน ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถทำธุรกรรมการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น เปิดบัญชีง่ายมากกว่า และกำหนดเข้มงวดน้อยกว่าธนาคารรายใหญ่ รวมทั้ง VC ก็เห็นภาพรวมการอนุมัติใช้เงินทุนของสตาร์ทอัพได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่ VC ทั่วโลก จะต้องมีเงินฝากที่ SVB เพื่อรอลงทุนในสตาร์ทอัพ เช่นเดียวกัน มากกว่า 50% ของสตาร์ทอัพในสหรัฐอเมริกา มีเงินฝากที่ SVB
SVB เองก็นำเงินฝากเหล่านั้นไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาว มากกว่า 80% ของพอร์ตลงทุนตราสารหนี้ ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มาถึงตรงนี้ คงพอจะเห็นภาพราง ๆ แล้วใช่ไหมคะว่า ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปที่พยายามต่อสู้กับเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ที่ได้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อเนื่อง ผลตอบแทนตราสารหนี้ใหม่ ก็ได้สูงกว่าตามเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่ตราสารหนี้ระยะยาวที่ SVB ถือครองอยู่ มีผลคงที่เท่ากับเข้าสู่ภาวะขาดทุนนั่นเอง
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อ SVB ประสบปัญหาสภาพคล่องตึงตัวจากการแห่ถอนเงินในปริมาณมากของลูกค้าธนาคาร จนเงินสดที่มีอยู่ไม่เพียงพอ SVB ต้องขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ ขณะที่ดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรไม่ได้ปรับขึ้นตาม เมื่อ SVB ต้องเร่งขายสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อนำเงินมาคืนผู้ฝาก จึงต้องรับรู้ผลขาดทุนในที่สุด
เมื่อ SVB ขายตราสารหนี้ที่ถือครองอยู่ในปริมาณมาก รับรู้ผลขาดทุนจากการลงทุนมหาศาล ธนาคารต้องบรรเทาการขาดทุนนี้ จึงประกาศเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่ก็ล้มเหลว สะท้อนความไม่มั่นคงในแง่ฐานะการเงินของ SVB
ทำให้ลูกค้ายิ่งแห่มาถอนเงินฝากมากขึ้น ราคาหุ้นลดฮวบทันที ภาพความตื่นตระหนกเหล่านี้ ทำให้ SVB ล้มละลาย จนทางการรัฐแคลิฟอร์เนีย Department of Financial Protection and Innovation (DFPI) สั่งปิดทันที
Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) ได้ออกมาตรการดูแลเพิ่มเติม เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการล้มของ SVB ไม่ลุกลามกลายเป็นลูกโซ่ และบรรเทาความตื่นตระหนกในภาคการเงินการธนาคาร เช่น คุ้มครองเงินฝากส่วนเพิ่มจาก 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมาตรการพิทักษ์ทรัพย์ (Receivership) ของ SVB
ถอดบทเรียนโลกการเงิน
สิ่งที่โลกการเงินเรียนรู้จากจากการล้มละลายของ SVB คือเรื่องความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง ทั้งในเชิงของโลกการลงทุนและการบริหารธุรกิจ แม้ว่า ผลประกอบการยังแข็งแกร่งอยู่มาก แต่ SVB มีการให้บริการการเงินกระจุกตัวในกลุ่มสตาร์ทอัพ และ VC ซึ่งมีความเปราะบางสูง และไม่ได้มีโมเดลธุรกิจไปสนับสนุนการเงินให้กับลูกค้าธุรกิจกลุ่มอื่น ๆ ก็ทำให้ SVB เปราะบางตามไปด้วย
นอกจากนี้ SVB ยังบริหารพอร์ตลงทุนไม่เหมาะสม การลงทุนตราสารหนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed หากมีการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อบริหารสภาพคล่องให้เหมาะสม สถานการณ์อาจจะไม่เลวร้ายขั้นนี้
ก้าวต่อไปของสตาร์ทอัพ = การปรับตัว
ในแง่ของ จิตตะ ที่เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพสัญชาติไทย แม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในสหรัฐฯ แต่เราก็เรียนรู้ว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพเอง ควรบริหารธุรกิจ และประเมินความเสี่ยงให้รอบด้าน เพราะเมื่อสตาร์ทอัพประดมทุนมาได้มาก จากที่ VC เห็นโอกาสและศักยภาพการเติบโต
แต่อย่าลืมว่า การดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นไม่ง่าย แต่ละช่วงของการเติบโตมีความท้าทาย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง ทั้งค่าตัวบุคลากรสายเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ส่งผลให้สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ เผาเงินทุน (Cash Burn) สูงกว่าการเติบโตของรายได้และจำนวนลูกค้า
จึงจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาจะเห็นว่าสตาร์ทอัพหลายรายตกม้าตาย เพราะเงินทุนร่อยหรออย่างรวดเร็ว มีการใช้เงินเกินตัว แต่ขาดกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพหรือธุรกิจรายใหญ่ ๆ
อย่าลืมว่าความเสี่ยงที่สตาร์ทอัพต้องเผชิญ ก็ไม่ต่างจากธุรกิจดั้งเดิมอื่น ๆ เรายังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนการเงินสูงขึ้น VC ชะลอให้เงินทุน และกฎระเบียบที่เปลี่ยงแปลงตลอดเวลา เช่นเดียวเหมือนกับการทำธุรกิจทั่วไป
หากสตาร์ทอัพมีการบริหารกิจการอย่างเหมาะสม รักษาฐานะการเงินให้แข็งแกร่ง เพียงพอต่อการเติบโตและอยู่รอดในภาวะวิกฤต ไม่ว่าโลกใบนี้จะเจอเหตุการณ์ร้ายแรงแค่ไหน หากสตาร์ทอัพที่สุขภาพการเงินดี ก็จะผ่านทุกช่วงจังหวะของการดำเนินธุรกิจไปได้
จากนี้ไป การระดมทุนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย ต้นทุนการเงินจะเพิ่มสูงขึ้น เงินทุนที่เคยหาได้ง่ายๆ จนแทบจะเรียกว่า ‘ฟรี’ เหมือนปี 2021 ที่เป็นปีที่การลงทุนของ VC ทั่วโลกในสตาร์ทอัพสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ก่อนจะลดลงในปีถัดมาตามดอกเบี้ยขาขึ้น สภาพคล่องที่หายไป
ทำให้เชื่อว่า เราจะได้เห็น VC ใช้ความระมัดระวังและเลือกลงทุนมากขึ้น เพราะอย่างลืมว่าสตาร์ตอัพเป็นธุรกิจที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ การตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงอาจจะทำได้ไม่ง่ายนักในมุมมองของ VC ดังนั้นความท้าทายของสตาร์ตอัพในเวลานี้ คือการรักษาเสถียรภาพการเติบโตให้มั่น ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำไร แทนการเบิร์นแคชเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม โลกของสตาร์ตอัพไม่ได้ล่มสลายเสียทีเดียว แม้ว่า SVB จะเป็นธนาคารหลักในสนามสตาร์ตอัพและ VC แต่ในภูมิภาคอื่น ๆ สถาบันการเงินรายเล็กรายใหญ่ ต่างโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นด้านเงินทุนให้กับสตาร์ตอัพ
กลุ่ม VC ด้วยกันเองยังมองเห็นการเติบโตในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก อย่าง Jungle Ventures และ Golden Gate Ventures ด้วยเห็นโอกาสการเติบโตของสตาร์ตอัพยังมีช่องว่างอีกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะ VC ก็ต้องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในสตาร์ตอัปหลาย ๆ ประเทศเช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากยึดมั่นในหลักการของตัวเองว่ากำลังทำธุรกิจนี้เพื่อใคร และประคองการเติบโตไปอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง ก็เชื่อว่าสตาร์ตอัปทุกรายจะเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง
โดย : พรทิพย์ กองชุน Co-Founder and COO, Jitta (Thailand)







