
ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจสุดในปี 66 แต่ยังเสี่ยงกับการเมืองและเงินเฟ้อ
ในปี 2566 เศรษฐกิจโลกอ่อนแอและผันผวนสูง แต่ตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนสูงสุด จากแรงหนุนด้านท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน และเงินบาทแข็ง แม้ยังเสี่ยงเรื่องการเมืองและเงินเฟ้อ
การลงทุนในช่วงเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรงแต่เงินเฟ้อสูง อย่างในปัจจุบัน ท่ามกลางการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นจากธนาคารกลางเกือบทุกประเทศ เพื่อลดแรงกดดันของราคาสินค้าและค่าแรง คือโจทย์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักลงทุนในปี 2566
นอกจากนั้น ทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานและอาหารต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ รวมทั้งเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีพลังการบริโภคและการใช้จ่ายมากที่สุดในโลก ก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่เข้มงวดของรัฐบาล
การเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างฉับพลันจากธนาคารกลางหลักอย่าง Fed และ ECB (European Central Bank) เริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเศรษฐกิจโลกอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นในดัชนีชี้วัดภาคการผลิต Manufacturing PMI ที่ลดลงในเกือบทุกประเทศ
อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือการส่งผ่านผลของนโยบายการเงินไปยังเงินเฟ้อมักกินเวลาค่อนข้างนาน ที่สถิติในอดีตนับจากปี 1920 ถึงปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุม 50 ประเทศ ทั้งในกลุ่ม Developed Markets และ Emerging Markets ชี้ให้เห็นว่าในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งเกินระดับ 8% จะมีความหนืดที่สูง และต้องใช้เวลานานถึง 1- 2 ปี กว่าเงินเฟ้อจะกลับลงมาสู่ระดับปกติ
ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงมาก ที่อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศจะคงอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรอบเป้าหมายตลอดทั้งปี 2566 ซึ่งแปลว่าน่าจะมีโอกาสต่ำมาก ที่จะเห็น Fed ECB และอีกหลายธนาคารกลาง ผ่อนนโยบายการเงินลงในปี 2566
ความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ในปี 2566 น่าจะค่อนข้างแน่นอนแล้ว สะท้อนทั้งจากดัชนี US Recession Probability ที่พุ่งแตะเกือบ 100% และภาวะ Inverted Yield Curve (ดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าดอกเบี้ยระยะยาว) ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่น่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ไม่รุนแรงและไม่ยาวนาน (Mild Recession) เพราะพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง
เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนก็ส่งสัญญาณอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง และน่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นเดียวกันในปี 2566 ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อที่ขยายตัวทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอและมีความไม่แน่นอนสูงอย่างเช่นในปี 2566 การลงทุนในตลาดหุ้นยังต้องทำด้วยความระมัดระวังสูง ข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นของประเทศที่เศรษฐกิจถดถอยมักให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีในปีนั้น ดังนั้น นักลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศควรศึกษาความเสี่ยงให้รอบด้าน
โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป คาดว่าจะยังคงผันผวนสูง และมีโอกาสให้ผลตอบแทนติดลบในปี 2566 ยกเว้นบางช่วงที่อาจเกิดภาวะ Bear Market Rally หรือการปรับขึ้นช่วงสั้น ในขณะที่ภาพใหญ่ยังเป็นขาลง นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ควรเน้นหุ้นประเภท Defensive Stocks หรือหุ้นที่มีความทนทานต่อสภาพเศรษฐกิจขาลง เช่น หุ้นในกลุ่มธุรกิจ Healthcare, Utilities และ Consumer Staples
ขณะที่ตลาดหุ้นจีนดูน่าสนใจขึ้นในระยะสั้น หลังรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการโควิดลงบ้าง แต่ในระยะยาว นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวัง เพราะจีนเริ่มใช้นโยบายที่ไม่เป็นมิตรกับตลาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และดูเหมือนรัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจมากกว่าภาคธุรกิจเอกชน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทย คือหนึ่งในตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2566 และมีแนวโน้ม Outperform ตลาดหุ้นโลกต่อเนื่องไปอีก หลังจากที่ Outperform ตลาดหุ้นโลกมาแล้วเฉลี่ย 15 - 20% ในปี 2565 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากแรงหนุนของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน รวมทั้งค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มกลับมาเป็นบวก
ด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังมีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นในปีหน้า อีกทั้งไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดเมื่อจีนยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2566
ส่วนปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับตลาดหุ้นไทย คือการเมือง ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าผลการเลือกตั้งที่คาดว่าน่าจะมีขึ้นในช่วงไตรมาสสองของปี 2566 จะนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นหรือแย่ลง และรัฐบาลใหม่จะมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถเรียกคะแนนความเชื่อมั่นได้ขนาดไหน
อีกปัจจัยเสี่ยงคือกรณีที่เงินเฟ้อในประเทศลดลงช้ากว่าคาด อาจสร้างแรงกกดดันให้แบงก์ชาติต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่า Terminal Rate ที่ตลาดคาดไว้ในปัจจุบันที่ 2% ซึ่งก็จะส่งผลกระทบให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง และกดดันให้ตลาดหุ้นปรับลดลง
นอกจากนี้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คืออีกทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะวงจรการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เริ่มใกล้จุดสูงสุดของรอบนี้ อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะยังผันผวนในระยะสั้น แต่น่าจะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้มูลค่าพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
ด้านราคาทองคำคาดว่าจะกลับมามีแนวโน้มฟื้นตัว จากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอีก รวมถึงด้วยราคาทองคำที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเข้าใกล้ระดับราคาขายหน้าเหมืองทองคำ ซึ่งน่าจะทำให้ราคาทองคำปรับลดลงได้จำกัดในระยะข้างหน้า และมีโอกาสกลับสู่ขาขึ้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ขาลงในช่วงกลางปี 2566 เป็นต้นไป
โดย : ไพบูลย์ นลินทรางกูร, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ จำกัด และ นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน







