
‘zero seoul’ เมืองมาก่อน กำไรธุรกิจ | คอลัมน์ SAT TALK : คุยส่องโลก
ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 เกาหลีใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง ผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนหลั่งไหลเข้าประเทศ ภาครัฐมีความพร้อมมากขึ้นในการจัดการรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทยใจรักเกาหลี
ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเยือนเกาหลีใต้หลายครั้ง เพื่อสร้างความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ แต่ไม่มีครั้งใดเหมือนดังเช่นครั้งนี้ ที่จะได้ไปแสดงความไว้อาลัยต่อการสูญเสียอันเกิดจากเหตุโศกนาฏกรรมที่อีแทวอน บริเวณด้านหน้า ศาลาว่าการกรุงโซล ( Seoul City Hall) สนามหญ้าสีเขียวสด รอบๆ โซลพลาซ่าที่ปกติจะครึกครื้น สนุกสนานและเต็มไปผู้คน จึงกลับมีแต่บรรยากาศอันเงียบสงบและเศร้าหมอง
ก่อนเดินทางกลับ ผมสะดุดตากับ กับสัญลักษณ์ “Zero Seoul” ที่ประทับตราอยู่บนนิทรรศการกึ่งถาวร ที่มุ่งหมายสร้างประสบการณ์ในการแนะนำธุรกิจที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองโซล เมื่อสอบข้อมูลพบว่า Zero Seoul เกิดจากภาคเอกชน ประชาสังคม ภาครัฐและกรุงโซล ร่วมกันดำเนินการลดขยะภายในกรุงโซลโดยเป็นการส่งเสริมที่เข้มข้นมากกว่าเมืองอื่นๆในประเทศ เหตุปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากความพยายามในการลดปริมาณขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมาตรการลอคดาวน์ โดยเฉพาะพลาสติก ที่มาจากการใช้บริการ delivery ต่างๆ
แม้ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับรับประทานในร้าน หากแต่ โครงการ “Zero Seoul” ได้คำนึงการบริโภคในรูปแบบ Zero cafe /Zero Restaurant /Zero Market
Zero café เน้นการใช้แก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (reusable) สำหรับลูกค้าที่ Take away โดยจะมีการตั้งจุดเพื่อรับแก้วที่ใช้แล้วในบริเวณที่กำหนดของกรุงโซล
Zero Restaurant มุ่งการ Delivery อาหาร โดยใช้ภาชนะสแตนเลสแทนพลาสติก เมื่อรับประทานแล้ว ผู้บริโภคจะสามารถส่งคืนภาชนะผ่านกระบวนการ delivery กลับไปยังร้านอาหาร โดยกรุงโซลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรับภาชนะคืนและการล้างทำความสะอาด
Zero Market เป็นร้านค้าที่งดใช้ปรรจุภัณฑ์จากพลาสติกและส่งเสริมให้นำภาชนะมา Refill เช่น สบู่ น้ำยาซักฟอก เป็นต้น
ด้วยแคมเปญที่ว่ามานี้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์มเมืองอัจฉริยะ ที่เรียกว่า Seoul Smart map ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆทั้งในด้าน สุขภาพ การท่องเที่ยว รวมทั้ง ตำแหน่งร้านและ โปรโมชั่น ต่างๆ ผ่านมือถือ โดย เทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ข้อมูลจากอวกาศเป็นพื้นฐาน ทั้งในส่วนของแผนที่ และ ตำแหน่งจากดาวเทียมนำทาง เพื่อสร้างระบบอัจฉริยะ
“Zero Seoul” ยังมีการทำงานอย่างเป็นระบบร่วมกับค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ของเกาหลี SK Telecom ( SKT) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการคืนเงินแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เช่น T-money บัญชีธนาคาร เป็นต้น โดย SKTร่วมกับกรุงโซล วางแผนที่จะดำเนินการรณรงค์เพื่อลดจำนวนแก้วบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง เป็นจำนวน 10 ล้วนถ้วย
เมื่อมองย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้ดำเนินการจัดการปัญหาขยะในช่วงระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีโครงการที่คนรุ่นก่อนจดจำได้เป็นอย่างดีในชื่อ “ตาวิเศษเห็นนะ” โดยจุดเริ่มต้นมาจากปัญหา ที่ กรุงเทพได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองหลวงที่สกปรกอันดับต้นๆของโลก จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่สามารถจัดการขยะอย่างเป็นระบบแบบครบวงจรได้
ในช่วงเวลาดำเนินการใกล้เคียงกัน กรุงโซลได้พัฒนานโยบาย องค์ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยี ทั้งในเชิงการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านการประสานระหว่าง ภาคประชาชน การเมือง รวมถึง ภาคธุรกิจ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงการทำงานในรูปแบบต่างฝ่ายต่างทำ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่กระทบกับตนเท่านั้น สุดท้ายนโยบายของภาครัฐ รวมถึง กทม. ที่มีความชัดเจนและมุ่งเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบยังคงมีความสำคัญ รวมถึงการเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จากจุดเล็กๆขยายต่อไป ….ถึงคราวที่ไทยต้องใช้มือทำ ร่วมกับตาวิเศษแล้วครับ







