posttoday
เงินบาทเศรษฐกิจไทย จับตาการประชุมเฟดและเงินเฟ้อไทย

เงินบาทเศรษฐกิจไทย จับตาการประชุมเฟดและเงินเฟ้อไทย

02 พฤษภาคม 2565

เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.80-34.50ในสัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมของเฟดในวันที่ 3-4 พฤษภาคมนี้

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) โดย...ภาณี กิตติภัทรกุล, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.80-34.50ในสัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมของเฟดในวันที่ 3-4 พฤษภาคมนี้ โดยเฟดได้เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 25bps ในการประชุมเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และในรายงานการประชุมเฟดในเดือนมีนาคมแสดงให้เห็นว่าเฟดมีพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ย 50bps และการลดขนาดงบดุลครั้งใหญ่สูงสุดที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตลาดได้คาดการณ์เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในการประชุมในอาทิตย์หน้านี้ แต่จะจับตาการประเมินของเฟดในระยะข้างหน้าหลังจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ออกมาติดลบเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

ด้านไทยจะมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่เป็นปัจจัยที่ตลาดเฝ้าจับตามอง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าขอบบนของเป้าธปท. ตามราคาพลังงานและอาหารที่ยังอยู่ระดับสูงทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดคาดเงินเฟ้อไทยเดือนเมษายนอยู่ที่ 4.76%YoY จาก 5.73%YoY ในเดือนมีนาคม

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 25-29 เมษายน 2022 เงินบาทไทยอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2017 จากปัจจัยดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ท่ามกลางท่าทีเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และปัจจัยฤดูกาลเงินปันผลไหลออก แม้จะมีปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลไทยผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศต่อเนื่อง โดยยกเลิกการตรวจ RT-PCR เปลี่ยนเป็นการตรวจ ATK พร้อมลดวันกักตัวสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ลงเหลือเพียง 5 วัน ในขณะที่การส่งออกไทยเดือนมีนาคมขยายตัว 19.50%YoY ดีกว่าคาดการณ์มาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยพลิกกลับมาเป็นบวก 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านกระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปีนี้ลงเหลือ 3.5% จาก 4.0% จากผลกระทบสงครามรัสเซียยูเครนที่กระทบคู่ค้าไทย พร้อมเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 5.0% จาก 1.9% ในปีนี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ด้านนโยบายการเงิน ผู้ว่า ธปท. ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อในไทยระยะกลางยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 2-3% แม้เงินเฟ้อปัจจุบันจะพุ่งเหนือเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางสัญญาณ Hawkish จากเฟด กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมาก ด้านจีดีพีไตรมาสที่ 1 พลิกติดลบ 1.4% annualized QoQ น้อยกว่าคาดการณ์ เนื่องจากการขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์และการลงทุนในสินค้าคงคลังเอกชนที่ลดลง ในขณะที่การบริโภคภายในสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว และเงินเฟ้อพุ่ง ในขณะที่สมาชิกเฟดมีแนวโน้มสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยไปสู่ระดับปกติที่ 2.50% ในปีนี้ พร้อมส่งสัญญาณเห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในการประชุม FOMC ในช่วงวันที่ 3-4 พฤษภาคมนี้

ด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปูตินหันไปให้ความสนใจกับการยึดครองดินแดนมากกว่าการทำข้อตกลงกับยูเครน หลังจากมีการร่างข้อตกลงในการประชุมที่อิสตันบูลในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมหยุดการส่งก๊าซให้โปแลนด์และบัลแกเรียตามที่เคยประกาศไว้ว่าหากผู้ซื้อไม่ยอมจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินรูเบิ้ล ทำให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้น 24% ล่าสุดมีบริษัทยุโรป 4 บริษัทจ่ายค่าก๊าซในสกุลเงินรูเบิ้ลแล้ว ด้านลาการ์ดต้องออกมายืนยันจะดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ พร้อมระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะยกเลิกคิวอีในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ในขณะที่เงินเฟ้อในยุโรปราวครึ่งหนึ่งเกิดจากราคาพลังงานที่สูง ด้านการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาครองชนะเลอแปง ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2

ด้านจีน ค่าเงินหยวนอ่อนค่าแตะระดับ 6.6 หยวน/ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความกังวลปิดเมืองปักกิ่ง และการแพร่ระบาดภายในประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศหดตัว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนประกาศช่วยเหลือเศรษฐกิจ โดยได้สัญญาจะเพิ่มสภาพคล่องในตลาดและใช้นโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ ด้านธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราเงินทุนสำรองต่างชาติของธนาคารพาณิชย์ 1% และผ่อนมาตรการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ จีนและอิหร่านประกาศความร่วมมือทางการทหาร ทำให้ภาพรวมภูมิรัฐศาสตร์โลกซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

บีโอเจคงดอกเบี้ยนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่องตามคาด และปรับเพิ่มมุมมองเงินเฟ้อ โดยบีโอเจคงดอกเบี้ยที่ -0.1% พร้อมคงมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี โดยจะซื้อทุกวันทำการไม่จำกัด ที่ 0.25% นอกจากนี้ บีโอเจยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพร้อมปรับลดคาดการณ์จีดีพีญี่ปุ่นลง ท่าทีของบีโอเจกดดันค่าเงินเยนให้อ่อนค่าทันที 1% และ USDJPY อ่อนค่าทะลุ 130 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002 และนับเป็นค่าเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคที่ 12%YTD ทำให้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นต้องออกมากล่าวแสดงความกังวลและระบุอาจมีการแทรกแซงค่าเงินเยน

เงินบาทปิดตลาดที่ 34.25 ในวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2022 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 2.75% - 2.90% รอความชัดเจนจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3-4 พ.ค. 65 โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข Fed Fund Future ที่ได้ price in โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ค. อยู่ที่ 96% ขณะที่อีก 4% เป็นโอกาสของการปรับขึ้น 75 bps โดยสิ่งที่นักลงทุนจะต้องติดตามเป็นพิเศษคือการเปิดเผยรายละเอียดของการลดขนาดงบดุล รวมถึงความเห็นต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตว่าจะออกมาในโทน Hawkish หรือ Dovish ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะต่อไป โดยเมื่อพิจารณาถึงแนวรับสำคัญของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10ปี จะอยู่แถวบริเวณ 3.00% ซึ่งถ้าความเห็นของเฟดออกมาในโทน Dovish และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ต่ำกว่า 3% อาจจะทำให้มีแรงซื้อเข้ามาอีกรอบ ในทางกลับกันหากความเห็นออกมาในโทน Hawkish และอัตราผลตอบแทนปรับสูงขึ้นทะลุ 3% อาจทำให้เกิดแรงขายกดดันให้อัตราผลตอบแทนกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นต่อไป

เงินบาทเศรษฐกิจไทย จับตาการประชุมเฟดและเงินเฟ้อไทย

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากแรงซื้อจากนักลงทุนภายในประเทศยังคงเบาบาง ประกอบกับมีแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงวันหยุดของไทย รวมถึงรอดูความชัดเจนจากเฟด ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้เป็นมูลค่าสุทธิประมาณ 1,961 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 611 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 1,545 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 195 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 29 เมษายน 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.63% 1.40% 1.84% 2.29% 2.62% และ 2.85% ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน