
ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สิบเอ็ด)
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
*************
ในการพิจารณาว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชอำนาจในทางปฏิบัติแค่ไหนนั้น ในตอนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบพระมหากษัตริย์กับเสนาบดีกระทรวงต่างๆในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (เปลี่ยนรัชกาลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2453) จะพบความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับเสนาบดีกระทรวงต่างๆ
ด้วยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระมหากษัตริย์ทรงมีความ “อาวุโส” และ “ความเป็นผู้นำ” เพราะส่วนใหญ่ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็น “พระอนุชา” หรือไม่ก็เป็นเสนาบดีที่เคยเป็นผู้อยู่ภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์มาก่อน อีกทั้งพระมหากษัตริย์เป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน จัดตั้งกระทรวงทบวงกรมขึ้นและเป็นผู้แต่งตั้งบุคคลที่พระองค์ทรงเห็นสมควรลงในตำแหน่งต่างๆ
ส่วนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ในช่วงต้นรัชกาล บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งสืบเนื่องมาแต่รัชกาลก่อน และมีความ “อาวุโส” กว่าพระองค์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์หรือขุนนางสามัญชน
ผู้เขียนได้กล่าวถึงกรณีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมและกระทรวงธรรมการไปแล้ว และคราวที่แล้วได้กล่าวถึงการตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ต่อไป ขอใช้ว่า “กรมพระยานริศฯ”) ผู้มีศักดิ์เป็น “พระปิตุลา (อา)” ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นเสนาบดีคนแรกของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
ตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ในฐานะที่เป็นขุนนางสามัญชนที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่ยาวนานที่สุด นั่นคือ 17 +/- ปี (กระทรวงนครบาล กระทรวงมหาดไทย) สาเหตุประการหนึ่งนอกเหนือไปจากความรู้ความสามารถของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้ว คือ ความที่เจ้าพระยายมราชเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ด้วยเจ้าพระยายมราชเป็น “ครู” ของพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสี่พระองค์รวมทั้งกรมหลวงชุมพรฯด้วย ตั้งแต่ก่อนที่ทั้งห้าพระองค์นี้จะไปเรียนต่อต่างประเทศ พระเจ้าลูกยาเธอทั้งสี่พระองค์นี้คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติ พ.ศ. 2417) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติ พ.ศ. 2417) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี ประสูติ พ.ศ. 2418) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ประสูติ พ.ศ. 2419)
ความเป็นมาของการเป็น “ครู” ของพระเจ้าลูกยาเธอทั้งหลายนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2426 พระยายมราชมีอายุ ได้ 22 ปี บวชเรียนมาแล้ว กรมพระยาดำรงฯเห็นสมควรให้เจ้าพระยายมราชหรือหรือ “มหาปั้น” ในขณะนั้นไปเป็นครูโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และต่อมาในปี พ.ศ. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอสี่พระองค์ได้ไปเรียนที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และกรมพระยาดำรงฯได้ไว้วางใจให้เจ้าพระยายมราชเป็นครูเฉพาะพระเจ้าลูกยาเธอทั้งหลาย เหตุผลคือ “มีความรู้พอจะเป็นครูได้ ทั้งอัธยาศัยใจคอก็เป็นคนดี ทั้งในตอนนั้นก็ยังเป็นแต่ครูผู้ช่วย ถึงถอนตัวมาก็ไม่เป็นการลำบากแก่การในโรงเรียน”
ในการเป็นครู “ลูกพระเจ้าแผ่นดิน” นั้น กรมพระยาดำรงฯได้เล่าไว้ว่า มหาปั้น “ก็ฉลาดในการสอน ทั้งวางตัวต่อพระเจ้าลูกเธอเหมาะดีคือไม่เลาะแหละอย่างว่า ‘ไม่ประจบลูกศิษย์’ แต่ก็ไม่วางตัวข่มเกินไป พระเจ้าลูกเธอ (กรมพระยาดำรงฯใช้ว่า พระเจ้าลูกเธอ) ทรงเคารพยำเกรงและโปรดมหาปั้นสนิทสนมหมดทุกพระองค์”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2429 เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสี่พระองค์ต้องเสด็จไปศึกษาต่อต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงห่วงว่า จะลืมภาษาและหนังสือไทย จึงโปรดฯให้มหาปั้นติดตามไปเป็นครูพี่เลี้ยงสอนภาษาไทยแก่พระเจ้าลูกยาเธอฯที่กรุงลอนดอนต่อไปด้วย
กรมพระยาดำรงฯได้กล่าวถึง การรับราชการของเจ้าพระยายมราชในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯว่า ได้รับการยอมรับและไว้วางใจในความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี
กรมพระยาดำรงฯ (ประสูติ 21มิ.ย.2405) เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) (เกิด 15 ก.ค.2405)
เมื่อเปลี่ยนรัชกาล เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ดำรงตำแหน่งเสนาบดีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่าง พ.ศ. 2453-/2468 โดยดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนครบาลตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯในปี พ.ศ. 2451 และต่อเนื่องข้ามรัชกาลมาจนถึง พ.ศ. 2465 และจากนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2465-2468
เมื่อเปลี่ยนรัชกาล มี “ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์” ได้บรรยายลักษณะการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯกับเสบาบดีกระทรวงต่างๆไว้ดดังนี้“ครั้นเมื่อเปลี่ยนรัชกาล วิธีปฏิบัติราชการระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับเสนาบดีย่อมเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามส่วนแห่งพระราชอัธยาศัยของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ที่ฉลองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่แล้วมาโดยคล่องแคล่วถูกพระราชอัธยาศัย บางทีอาจไม่สดวกสำหรับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ก็เป็นได้ อาการเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นเสมอ ไม่แต่ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับเสนาบดีเท่านั้น แต่ระหว่างหัวหน้าการงานทุกอย่าง ทุกชั้นกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนก็มีเหมือนกัน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงบัญชาราชการโดยอาศัยหลักรัฐประศาสโนบายเดียวกันกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ แต่พระราชอัธยาศัยไม่สู้เหมือนกันทีเดียว ในรัชกาลที่ 5 ตอนกลางและตอนหลัง เสนาบดีส่วนมากเป็นบุคคลที่ท่านเลี้ยงขึ้นมาแต่ตำแหน่งต่ำๆ ทรงคุ้นเคยมามาก ทรงหัดมาเอง ตรงกับคำที่พูดกันเล่นๆว่าเป็น ‘ลูกศิษย์’ ท่านทั้งนั้น
ในรัชกาลที่ 6 ชั้นต้น เสนาบดีแทบทุกท่านมีพระชัณษาและอายุมากกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงคนละรุ่นทีเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์เป็นผู้มีพระอัธยาศัยสุภาพเป็นอย่างอุกฤษณ์ดั่งที่รู้กั้นอยู่แล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้ทรงเกรงใจท่านเสนาบดีเหล่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับเสนาบดีเหล่านั้นจึงต่างกันกับในรัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุนี้เป็นข้อใหญ่ จึงเป็นผลให้ทรงปล่อยการงานไว้ในมือเจ้ากระทรวงยิ่งขึ้นกว่าในรัชกาลก่อน โดยมากทรงวางรัฐประศาสโนบายไว้ แต่ไม่สู้จะได้ทรงควบคุมกวดขันเหมือนอย่างในรัชกาลที่แล้วมา”
สังเกตได้ว่า ความเห็นของ “ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์” นี้ สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ผู้เขียนได้ตั้งไว้มาตั้งแต่เขียนเรื่อง “ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” ตอนที่หนึ่งแล้วว่า “ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ในช่วงต้นรัชกาล บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งสืบเนื่องมาแต่รัชกาลก่อน และมีความ “อาวุโส” กว่าพระองค์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์หรือขุนนางสามัญชน”
ข้อความที่ “ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์” กล่าวว่า “….ในรัชกาลที่ 6 ชั้นต้น เสนาบดีแทบทุกท่านมีพระชัณษาและอายุมากกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงคนละรุ่นทีเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ/ผู้เขียน) เป็นผู้มีพระอัธยาศัยสุภาพเป็นอย่างอุกฤษณ์ดั่งที่รู้กั้นอยู่แล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้ทรงเกรงใจท่านเสนาบดีเหล่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับเสนาบดีเหล่านั้นจึงต่างกันกับในรัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุนี้เป็นข้อใหญ่ จึงเป็นผลให้ทรงปล่อยการงานไว้ในมือเจ้ากระทรวงยิ่งขึ้นกว่าในรัชกาลก่อน โดยมากทรงวางรัฐประศาสโนบายไว้ แต่ไม่สู้จะได้ทรงควบคุมกวดขันเหมือนอย่างในรัชกาลที่แล้วมา”
ข้อความนี้อาจจะตีความตรงตัวเลยก็ได้ หรืออาจจะตีความอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ด้วยความมีอาวุโส ความสามารถและประสบการณ์ของบรรดาเสนาบดีส่วนใหญ่ ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯไม่สามารถทรง “ทำอะไรได้มากนักในการบริหารราชการแผ่นดิน” อีกทั้งด้วยบุคลิภาพของพระองค์ที่ “สุภาพเป็นอย่างอุกฤษณ์” นั่นคือ สุภาพอย่างประเสริฐสุด หรือสุภาพอย่างยิ่งยวด
ในปรัชญาการเมืองของอริสโตเติล ความสุภาพถือเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ความสุภาพอย่างยิ่งยวดหรือขนาดหนักหรือเกินไป อาจจะกลายเป็นความอ่อนได้ หรือถ้ากล้าหรือแข็งกร้าวมากไป ก็จะกลายเป็นความมุทะลุบ้าบิ่น หรือถ้าสุขุมมากเกินไปก็จะกลายเป็นความขี้ขลาด
อย่างไรก็ตาม ในกรณีความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯกับเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) นั้น “ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์” เล่าว่า
“ส่วนเจ้าพระยมราชนั้น เมื่อลักษณะการเปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวมาแล้วนี้ ก็ยังคงสนองพระเดชพระคุณให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยต่อมา ยิ่งทรงได้ใช้งานมากขึ้น ก็ยิ่งทรงเมตตาขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งโปรดเกล้าฯ ให้ยกกระทรวงมหาดไทยอันเป็นกระทรวงใหญ่ที่สุดกระทรวงหนึ่งมาสมทบไว้ในความรับผิดชอบของท่าน เมื่อ พ.ศ. 2465
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว “ผู้อยู่ในเหตุการณ์”
ความสัมพันธ์ในระหว่างเจ้าพระยายมราชกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ พอจะแยกออกกล่าวได้เป็น 3 สถาน คือ 1. ทรงชุบเลี้ยงเป็นฉันสหายและฉันข้าในราชสกุล 2. ทรงยกย่องฉันปราชญ์และอาจารย์ 3. ทรงใช้สอยและยกย่องฉันเสนาบดีและมุขมนตรี
โดย “ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์” ได้ยกตัวอย่างต่างๆมาสนับสนุนลักษณะความสัมพันธ์ทั้ง 3 สถานระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯกับเจ้าพระยายมราชด้วย
ในสถานที่หนึ่ง ที่ว่า “ทรงชุบเลี้ยงเป็นฉันสหายและฉันข้าในราชสกุล” “ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์” กล่าวว่า “เห็นได้จากพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ทรงปรับทุกข์สุขเนืองๆตรงมายังเจ้าพระยายมราชตลอดจนกระทั่งทรงฝากฝังข้าไทยส่วนพระองค์ซึ่งทรงเป็นห่วงว่า เมื่อสิ้นพระองค์ลงไปแล้ว อาจได้รับความลำบากอดหยากขัดสนเป็นต้น ในเวลาทรงทำพระราชพินัยกรรม์ครั้งใด ก็โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยายมราชเข้าไปลงนามเป็นพยาน และเป็นผู้กราบบังคมทูลสอบทานตามธรรมเนียมการทำพินัยกรรม์ นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ตั้งเครื่องเสวยรับเสด็จที่บ้านเนืองๆ”
ส่วนหลักฐานสนับสนุนอีก 2 สถาน นั่นคือ “ทรงยกย่องฉันปราชญ์และอาจารย์” และ “ทรงใช้สอยและยกย่องฉันเสนาบดีและมุขมนตรี” จะได้กล่าวในตอนต่อไป พร้อมเฉลยว่า “ใคร” คือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯกับเสนาบดีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่อาวุโส และทั้งมีความสามารถและประสบการณ์จะเป็นอย่างไร ? คงเป็นไปไมได้ที่จะอยู่ในลักษณะ 3 สถานอย่างที่พระองค์ทรงมีกับเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ที่เป็นสามัญชนและไม่ได้จบการศึกษาจากต่างประเทศ
(แหล่งอ้างอิง: สำเนาพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) กับประวัติเจ้าพระยายมราช, พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2482)







