posttoday

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (26)

02 เมษายน 2565

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

***********

การเมืองแบบ “ลูกป๋า” เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับแบบ “หลานลุง” ในสมัยนี้

การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ใน พ.ศ. 2523 ได้สร้างปรากฎการณ์อย่างหนึ่งให้กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย นั่นก็คือ “การเมืองแบบลูกป๋า” เนื่องจากพลเอกเปรมเป็นชาวสงขลา ส่วนในพรรคร่วมรัฐบาลตอนนั้น แม้พรรคกิจสังคมจะเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในรัฐบาลเปรม 1 คือมี ส.ส.ถึง88เสียง และได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีมากกว่าพรรคใด ๆ

แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่มี ส.ส. เพียง 35 เสียง แม้จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีน้อยกว่า แต่ก็เป็นพรรคที่มีอิทธิพลมากในคณะรัฐบาล เนื่องจาก ส.ส.ส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ ทำให้ “สนิทสนม” กับป๋าเปรมเป็นพิเศษ โดยรัฐมนตรีหลายคนรวมถึง ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกตัวเองว่าเป็น “ลูกป๋า” ซึ่งสื่อมวลชนและสาธารณชนก็รับรู้ตามนั้น

ทว่าธรรมชาติของการเมืองก็ทำให้พรรคใหญ่ ๆ อย่างพรรคกิจสังคมและพรรคชาติไทย “ระแวง” กันและกัน อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ที่ไม่เข้าใครออกใคร ต่างพรรคต่างก็จ้องเอาผลประโยชน์มาสู่พวกของตัวเอง ทำให้พรรคขนาดรองลงมาอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็น “ตาอยู่หยิบชิ้นปลามัน” และได้กลายเป็นพรรคแกนหลักในรัฐบาลเปรมมาโดยตลอด เพราะไม่เคยถูกปรับออกเลย ต่างจากพรรคใหญ่อย่างพรรคกิจสังคมที่ต้องถูกปรับออกไป ในกรณี “เทเล็กซ์อัปยศ”

เรื่องนี้สรุปง่าย ๆ ว่า ในการสั่งซื้อน้ำมันจากซาอุดิอาระเบีย ผู้มีหน้าที่ในรัฐบาลมาทุกสมัยในการสั่งซื้อก็คือกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งในรัฐบาลป๋าเปรม พรรคชาติไทยเป็นคนคุมกระทรวงนี้อยู่ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นคนของพรรคกิจสังคมกลับไปแย่งสั่งน้ำมันเข้ามา ทำให้เกิดการเหยียบตาปลา แบบสุภาษิตไทยที่ว่า “หมูเขาจะหามดันเอาคานไปสอด”

พรรคชาติไทยเลยเป็นเดือด ขอให้ป๋าเปรมพิจารณาเอาผิดพรรคกิจสังคม และด้วยความซื่อของป๋าก็ดำเนินการตามที่พรรคชาติไทยร้องขอ ปรับเอารัฐมนตรีคนนั้นของพรรคกิจสังคมออก และลุกลามเป็นปรับพรรคกิจสังคมออกทั้งหมด ทำให้พรรคกิจสังคมแตกดังโพล๊ะ เป็น 2 เสี่ยง คือเสี่ยงของนายบุญชู โรจนเสถียร ที่ถูกปรับออก กับเสี่ยงที่เดือดร้อนเพราะที่สุดก็ถูกปรับออกทั้งหมด เดือดร้อนถึงหัวหน้าพรรคคือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องออกมาแก้ไขปัญหานี้

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะเคืองป๋าเปรมมากน้อยอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ แต่ส่วนตัวผมที่ทำงานอยู่ใต้ถุนบ้านสวนพลู ได้เห็นว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีความ “นิ่ง” เอามาก ๆ คือไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร เมื่อทั้งสองฝ่ายในพรรคกิจสังคมมาร้องไห้ร้องห่มให้ท่านช่วย คือทางฟากลูกน้องของคุณบุญชูก็มาฟ้องว่า พรรคชาติไทยขี้โกงจะได้ค่าคอมมิชชั่น(ในการค้าขายน้ำมันเรียกว่า “รอแยลตี้”)เพียงฝ่ายเดียว ป๋าเข้าข้างคนโกงนี่นา ส่วนฟากที่ไม่อยากออกจากรัฐบาลก็บอกว่า เขี่ยฟากของคุณบุญชูออกไปจากพรรคให้หมดเลย (นี่เองที่ทำให้ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา คุณบุญชูได้ออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ และไม่กลับมาสังฆกรรมกับพรรคกิจสังคมที่ตัวเองตั้งขึ้นมากับมือนั้นอีกเลย)

ที่สุดท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ต้องทำตามพวกที่มาขอให้เอาฟากของคุณบุญชูออกไป เพราะฟากที่ไม่ชอบคุณบุญชูนี้มีคนมากกว่า พูดตามตรงก็คือ ประชาธิปไตยก็คือการทำตามเสียงข้างมาก ซึ่งก็ได้สร้างความชอกช้ำให้กับท่านอาจารคึกฤทธิ์เป็นอย่างมาก เพราะคุณบุญชูก็ต้องถือว่าเป็น “ก้นกุฏิ” ของท่านอาจาร์คึกฤทธิ์ ที่คบกันมาตั้งแต่คุณบุญชูเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ในตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งสงบลง และคบหากันต่อมาในทางธุรกิจการธนาคาร ที่ทั้งสองต่างก็เป็นนายธนาคารด้วยกันมานับแต่นั้น จนกระทั่งได้มาร่วมกันจัดตั้งพรรคกิจสังคมใน พ.ศ. 2517 และได้คุณบุญชูได้ดูแลกระทรวงการคลังมาหลายสมัย จนได้ชื่อว่า “ซาร์เศรษฐกิจ”

แน่นอนว่าการตัดสินใจเอาพรรคกิจสังคมออกในครั้งนั้นคงทำความเสียใจให้กับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะมาง้อเอาพรรคกิจสังคมกลับเข้าร่วมรัฐบาลในเวลาอันรวดเร็ว แต่นั่นก็คือสิ่งที่ภาษานักเลงเขาเรียกว่า “นี่หรือพี่น้องร่วมสาบาน” หรือในภาษาคนสมัยใหม่ว่า “นี่หรือคนฟ้าเดียวกัน” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คงแอบน้อยใจป๋าเปรมอยู่พอสมควร เพราะในรัฐบาลนี้การติดต่อระหว่างบ้านสี่เสากับบ้านสวนพลูไม่ได้เป็นไปอย่างปกติเหมือนเดิม ดูเหมือนจะมีแต่ความห่างเหิน และก็เกือบจะกลายเป็นความจืดจาง จนกระทั่งในการเลือกตั้งครั้งต่อมาใน พ.ศ. 2526ที่ป๋าเปรมต้องบุกมาง้อ “แม่พลอย” ถึงบ้านสวนพลู หลังการเลือกตั้งในครั้งนั้น

อย่างที่ได้เล่ามาแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างป๋าเปรมกับซือแป๋ซอยสวนพลูไม่ได้ราบรื่น แม้กระทั่วในการยุบสภาในเดือนมีนาคม 2526ป๋าเปรมก็ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรให้ซือแป๋รู้ เพราะเป็นการยุบสภาที่ป๋าตัดสินใจเอง เนื่องจากป๋ากำลังจะถูกฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่ามกลางความร้าวฉานในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะระหว่างพรรคชาติไทยกับพรรคกิจสังคมที่มีมาตั้งแต่กรณีเทเล็กซ์อัปยศ ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน 2526พรรคกิจสังคมกลับได้รับเลือกตั้งเข้ามาถึง 99คน นับว่ามากเป็นอันดับ 1

ในวันที่นับคะแนนการเลือกตั้งนั้น แต่ปรากฏว่าก่อนการประชุมสภาในสัปดาห์ต่อมา เพื่อเสนอผู้ที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยได้ “ตีเช็ค” (ปรากฏเป็นหลักฐานออกสื่ออย่างโจ๋งครึ่ม) ดึง ส.ส.จากพรรคอื่นเข้ามาได้อีก 10 กว่าคน (จากเดิม 98 คน) ทำให้พรรคชาติไทยได้ ส.ส.รวม 110 คน และเตรียมเสนอชื่อพลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคขึ้นเป็นนายกฯ

แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดพลิกล็อค เพราะเลขาธิการพรรคกิจสังคมตอนนั้น คือ นายพงส์ สารสิน ได้มาบอกท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชากรไทยเตรียมเสนอชื่อพลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย และในช่วงเดียวกันก็มี “โทรศัพท์พิเศษ” มาที่บ้านสวนพลู ทำให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องจำยอมสนับสนุนพลเอกเปรมตามที่มีผู้ขอร้องมานั้น ดังนั้นในวันประชุมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีพรรคกิจสังคมก็ยกมือให้พลเอกเปรมอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อเลิกประชุมแล้วในเย็นวันนั้น ป๋าเปรมก็นั่งรถเข้ามาที่บ้านสวนพลู ปรากฏตามสื่ออย่างเอิกเกริกว่า มาขอบคุณที่ “แม่พลอย” ยังรัก “คุณเปรม” นั้นอยู่

ความรักในรอบหลังนี้แหละ ที่เรียกว่า “ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวาน และขมขื่น”

******************************

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?