
ติดตามการตัดสินใจของ ธปท. ท่ามกลางเงินเฟ้อสูง
เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.90 ในสัปดาห์นี้ โดยมีประเด็นสำคัญคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินไทย ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า ธปท. จะยังคงดอกเบี้ยที่ 0.5%
คอลัมน์มันนี่วีก (Money…week) โดย...กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.90 ในสัปดาห์นี้ โดยมีประเด็นสำคัญคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินไทย ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า ธปท. จะยังคงดอกเบี้ยที่ 0.5% แม้จะมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อไทยที่ระดับ 5.3%YoY สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 สะท้อนภาวะคอขวดภาคอุปทานหลังโควิด-19 และผลจากสงครามรัสเซียยูเครน ในขณะที่หลายประเทศที่เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อเช่นกัน ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยและนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น
ด้านต่างประเทศ ติดตามดัชนีราคาเพื่อการใช้จ่ายส่วนบุคคลสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นอีกดัชนีที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อ โดยตลาดคาดการณ์ว่าดัชนีดังกล่าวจะเร่งตัวขึ้น 6.4%YoY จาก 6.1%YoY ในเดือนก่อน และตลาดยังจับตามองตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคการเกษตรสหรัฐฯ และอัตราการว่างงาน ซึ่งอาจสะท้อนความเสี่ยงของต้นทุนการผลิต ค่าจ้าง และราคา (Wage price spiral)
ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 21-25 มีนาคม 2022 เงินบาทผันผวนในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางเงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรและเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น รัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิกตรวจ RT-PCR ก่อนเข้าประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้เห็นชอบออก 10 มาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยรัฐมนตรีคลังเปิดเผยคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ที่ 5-7% โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมัน สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ การส่งออกไทยในเดือนกุมภาพันธ์พุ่ง 16.20%YoY เหนือคาดการณ์และเดือนก่อนหน้าที่ 7.98%YoY ในขณะที่การนำเข้าขยายตัว 16.80%YoY น้อยกว่าคาดการณ์และเดือนก่อนหน้าที่ 20.50%YoY ส่งผลให้ดุลการค้าไทยเกินดุล 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากที่ขาดดุล 2,526 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก่อนหน้า ด้าน ธปท. แบนการใช้คริปโตซื้อสินค้าและบริการ เนื่องจากอาจกระทบระบบการเงิน และจำกัดการลงทุนของธนาคารพาณิชย์ในสินทรัพย์ดิจิตอลไม่เกิน 3% ของเงินกองทุน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า หลังจากเฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ล่าสุดเฟดได้แสดงท่าทีเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ในการประชุมครั้งถัดๆไป ประธานเฟด เจอโรม โพเวล ได้กล่าวในที่ประชุมว่าพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% หากจำเป็นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูง ส่วนการลดงบดุลอาจเกิดขึ้นในการประชุมหน้าเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประธานเฟดท่านอื่นๆได้ออกมาสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ย โดยประธานเฟดสาขาเซนหลุยส์ เจมส์ บุลลาร์ด ได้ออกมาย้ำถึงการขึ้นดอกเบี้ยให้เหนือ 3%ในปีนี้ รวมถึงประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ลอเรตต้า เมสเตอร์ และประธานเฟดสาขาชิคาโก้ ชาร์ล อีวานส์ ออกมาสนับสนุนการเพิ่มดอกเบี้ยและอาจจะเพิ่มถึง 0.5% ในบางการประชุม ทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนกุมภาพันธ์หดตัว 2.2%MoM ส่งสัญญาณถึงการปรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในภาวะที่เงินเฟ้อสูง ด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณดีต่อเนื่อง โดยการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ 1.87 แสนครั้ง ในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 2.15 แสนครั้ง
สถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซียและยูเครนยังไม่สามารถหาข้อตกลงได้ รัสเซียประกาศให้ประเทศในรายชื่อที่ไม่เป็นมิตรกับรัสเซียจ่ายค่าพลังงานในสกุลรูเบิ้ล ทางด้านประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โจ ไปเดน ได้เตือน ประธานาธิบดีของจีน สี จิ้นผิง ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากจีนช่วยเหลือรัสเซียในการต่อสู้กับยูเครน ด้านนาโต้เรียกร้องให้ขับไล่รัสเซียจากจี-20 และให้คำมั่นกับยูเครนในการจะส่งทหารและยุทโธปกรณ์ไปช่วยเพิ่มขึ้น
ผู้นำในยุโรปได้เริ่มหารือในหัวข้อการแบนการสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ออสเตรเลียออกมากล่าวว่าไม่สามารถส่งถ่านหินให้ยุโรปได้เพื่อชดเชยจากยกเลิกการสั่งซื้อจากรัสเซีย เนื่องจากมีสัญญานำส่งหมดแล้วสำหรับระยะสั้นและระยะกลาง ทำให้ตลาดคาดราคาถ่านหินจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกสักระยะ ด้านอังกฤษเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์พุ่ง 6.2%YoY จาก 5.5%YoY ในเดือนก่อน รัฐมนตรีคลัง ริชิ ซูนัค เพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 7.4% จาก 4.0% ในปีนี้ และปรับลดคาดการณ์จีดีพีจาก 6.0% เป็น 3.8% พร้อมทั้งประกาศมาตรการช่วยเหลือ โดยการลดภาษีน้ำมันจนถึงเดือนมีนาคม 2023 และลดภาษีบุคคลธรรมดาจาก 20% เป็น 19% ในปี 2024
เงินบาทปิดตลาดที่ 33.56 ในวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2022 ณ เวลา 17.00 น.
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือท่าทีของเฟดที่จะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้น โดยคุณโพเวลได้ให้ความเห็นว่าเฟดพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ถ้าจำเป็นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูง ทำให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสมาชิกเฟดท่านอื่นๆ อย่างประธานเฟดสาขาเซนหลุยส์ เจมส์ บุลลาร์ด ได้ออกมาให้ความเห็นว่าเฟดควรขึ้นดอกเบี้ยเกิน 3% ในปีนี้ รวมถึงประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก แมรี่ ดาลี่ และสาขาคลีฟแลนด์ ลอเรตต้า เมสเตอร์ ออกมาสนับสนุนการเพิ่มดอกเบี้ยและอาจจะเพิ่มถึง 0.5% ในบางการประชุม ซึ่งการตอบสนองของตลาดผ่านตัวเลข Fed Fund Future ได้ให้โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุมเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 75% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ในรอบเกือบ 3 ปี ที่ระดับบริเวณ 2.35% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 2ปี ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2.15% ส่งผลให้ spread ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2ปีกับ 10ปี (UST 2-10Y Spread) ปรับตัวลดลงมาอยู่แถวบริเวณ +20 bps
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกับปัจจัยในต่างประเทศ โดยนักลงทุนยังมีความกังวลต่อท่าทีของเฟดที่ส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายที่ Hawkish มากขึ้น ทำให้ความต้องการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลดูเบาบาง โดยในช่วงกลางสัปดาห์มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาล LB249A ตัว Benchmark รุ่นอายุ 3ปี วงเงินประมูล 28,000 ล้านบาท ที่ปรากฏว่าผลออกมาไม่ค่อยดีนัก สะท้อนผ่านช่วงผลการประมูลที่กว้างอยู่ที่ 0.98% - 1.05% เฉลี่ย 1.02% และ Bid coverage ratio เพียง 1.04 เท่า ถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากถึง 9 bps เมื่อเทียบกับราคาปิดในวันก่อนการประมูล ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกันคิดเป็นมูลค่าสุทธิประมาณ 24,986 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 339 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 12,756 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 12,569 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.53% 0.88% 1.20% 1.61% 2.16% และ 2.49% ตามลำดับ







