posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (25)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (25)

26 มีนาคม 2565

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*************

ความรักของป๋าเปรมกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เหมือนกับเพลงของครูสุรพล สมบัติเจริญ ในเพลง 16 ปีแห่งความหลัง ตรงท่อนที่ว่า “ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวาน และขมขื่น”

ก่อนอื่นต้องขอแก้ข้อมูลที่ผมบอกผิดไปเมื่อสัปดาห์ก่อน คือเรื่องที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พบกับพลเอกเปรม ที่ผมบอกว่าทั้งสองท่านได้เจอกันในตอนที่มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่พอผมไปตรวจสอบในวิกิพีเดียก็พบว่า ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2516ไม่มีสมาชิกที่ชื่อพลโทเปรม ติณสูลานนท์ นั่นก็คือความจำของผมผิดพลาด และความจริงนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดแต่เพียงว่า รู้จักป๋าเปรมตอนที่ตัวท่านเองเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่จะรู้จักกันที่ไหน อย่างไร และในโอกาสอะไรนั้นท่านไม่ได้บอกอย่างชัดเจน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุด พ.ศ.2516 เป็นสภาที่มีลักษณะพิเศษ และต้องถือว่าเป็น “เอกลักษณ์” อย่างหนึ่งของการเมืองไทย “ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นั่นก็คือบทบาทของพระมหากษัตริย์ในการเข้ามาแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมือง แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จะระบุให้พระมหากษัตริย์ต้องไม่ทรงเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ด้วยความที่คนไทยยังเชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่หัวนั้นแม้จะถูกลดอำนาจลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังมีพระราชอำนาจอันล้นเหลืออยู่ในหัวใจของคนไทย นั่นก็คือสถานะของความเป็น “เทวดา” ที่มีอยู่ในหัวใจของคนไทยมาแต่โบราณ ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้นบ้านเมือง คนไทยก็ยังหวังพึ่งพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ และเมื่อคนไทยอธิษฐานร้องขอ เหตุร้ายต่าง ๆ ในบ้านเมืองก็คลี่คลายไป ก็ยิ่งทำให้พระมหากษัตริย์ยังคงความ “ศักดิ์สิทธิ์” อยู่ในความเชื่อของคนไทยเสมอมา

เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2416 จบลงด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราชโดยแท้ เพราะเพียงแต่พระองค์ทรงออกอากาศทางโทรทัศน์(และพระสุรเสียงทางวิทยุ)ด้วยน้ำพระเนตรนองพระพักตร์ในตอนหัวค่ำของวันที่ 14 นั้น เหตุร้ายที่มีการฆ่าฟันกันล้มตายนับร้อยและเผาบ้านเผาเมืองวอดวายไปทั้งถนนราขดำเนินก็ไม่มีอีกต่อไป จากนั้นก็ยังทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสมัชชาแห่งชาติเพื่อให้มาเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีผู้ใหญ่หลายท่านยืนยันว่าทั้งแนวคิดและกระบวนการในการจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติในครั้งนั้น ได้อยู่ภายใต้ “พระเนตรพระกรรฐ์” โดยตลอด จนเมื่อสมัชชาแห่งชาติได้เลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วเสร็จ ก็ดูเหมือนได้บรรลุพระราชภารกิจนั้นแล้ว

ท่านที่ติดตามเรื่องทหารกับการเมืองไทยมาบ้าง คงจะพอทราบว่าในสมัยสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กำลังอำนาจของกองทัพตั้งอยู่ที่สวนรื่นฤดีและบ้านเชิงสะพานเกษะโกมล อันเป็นที่ทำงานและที่พำนักของจอมพลผ้าขะม้าแดง ต่อด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร ศูนย์รวมอำนาจก็จะมาอยู่ที่บ้านของท่านในซอยระนอง 2 ถนนสามเสน จนถึงสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็มีการเรียกซอยแจ้งวัฒนะ1 ว่า “รังพญาอินทรีย์” และพอมาถึงสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ศูนย์กลางอำนาจก็มาอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศวร์ (เช่นเดียวกันกับในปัจจุบันนี้ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ยังอาศัยอยู่ในกรมทหาร เช่นที่ ราบ 1 และราบ 11 นั้น) ดังนั้นในสมัยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ.2518 สื่อมวลชนก็เรียกบ้านเลขที่ 19 ซอยพระพินิจ ถนนสวนพลู ว่า “บ้านซอยสวนพลู” ซึ่งก็คงเป็นแฟชั่นของการเรียกบ้านที่เป็นศูนย์อำนาจ หรือบ้านพักของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง

ผมได้มีโอกาสเห็น “ตัวเป็น ๆ” ของพลเอกเปรม แบบว่าถ้าผมกล้าเอื้อมมือออกไปก็อาจจะแตะเนื้อตัวของท่านได้ อย่างน้อยสัก 3 ครั้ง คือที่บ้านซอยสวนพลู 2 ครั้ง และอีกครั้งที่บ้านเชียงใหม่ เมื่อคนทั้งสองเดินคู่กัน เปรียบเทียบดูความสูงก็ใกล้เคียงกัน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นสูง 175 เซนติเมตร แต่ว่าออกจะท้วมเพราะน้ำหนักกว่า 90 กิโลกรัม ส่วนพลเอกเปรมที่สูงเท่ากัน น่าจะมีน้ำหนักราว ๆ 70 กิโลกรัม จึงดูโปร่งเพรียวกว่า ป๋าเปรมที่ได้ชื่อว่าพูดน้อย ในขณะที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นมีชื่อเสียงว่าเป็นคนฝีปากกล้า เป็นครูบาอาจารย์ จึงเป็นสิ่งปกติที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะเป็นผู้พูดเสียมากกว่า ในขณะที่ป๋าเปรมก็คอยรับฟัง และดูนอบน้อมถ่อมตนเป็นอย่างมาก

ผมจำได้ว่าตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2523 ที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ขมะนันท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกกลางสภา ผมได้ติดตามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคกิจสังคม ไปร่วมประชุมสภาในวันนั้นด้วย ทันทีที่ท่านลงมาจากห้องประชุม นักข่าวได้เข้ารุมสัมภาษณ์ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในทันที โดยถามว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวท่านเองใช่หรือไม่ เพราะพรรคกิจสังคมนั้นมี ส.ส.มากที่สุดในสภาในตอนนั้น คือ 82 เสียง ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะตอบออกไป 2-3 ประโยค แบบที่พูดด้วยสำนวนในภาพยนตร์เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ก็คือ “คนที่ทุกท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่ไม่ควรจะเอ่ยนามนั้น”

เรื่องที่สื่อมวลชนได้รับรู้ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนพลเอกเกรียงศักดิ์นี้ ก็มีข่าวแพร่งพรายออกมาตั้งแต่ต้น ปี 2423 ด้วย “สัญญาณ” 2 สิ่ง คือ

สิ่งแรก ความห่วงใยของกลุ่มทหารรุ่นใหม่ที่กำลังขึ้นมาควบคุมกำลังในระดับกองพัน สื่อมวลชนเรียกทหารกลุ่มนี้ว่า “ยังเติร์ก” แต่ในตำรารัฐศาสตร์เรียกว่า “ทหารประชาธิปไตย” เพราะทหารกลุ่มนี้ต้องการกอบกู้ชื่อเสียงของกองทัพ ที่เสื่อมเสียไปในช่วง14 ตุลาคม 2516 และมองว่าทหารต้องการผู้นำที่ดีกว่าพลเอกเกรียงศักดิ์ ที่กำลังเกิดวิกฤติในสภาผู้แทนราษฎร จนพาให้ทหารต้องตกต่ำลงไปอีก ทหารเหล่านี้จึงมองไปที่พลเอกเปรม และมีการปล่อยข่าวออกมาจากกลุ่มยังเติร์กนี้เป็นระยะๆ

สิ่งที่สอง ก็คือ สถานะอันโดดเด่นของพลเอกเปรม ที่มีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ คือในหลวงรัชกาลที่9 นั้นเป็นอย่างมาก ทั้งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดในกองทัพ โดยไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ที่ได้รับแต่ตั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ใน พ.ศ.2517 และขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกใน พ.ศ. 2520 และผู้บัญชาการทหารบกในอีก 1 ปีต่อมา รวมทั้งที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ในรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2522 นั้นด้วย จึงมีอำนาจมากที่สุดในกองทัพในขณะนั้น

นี่กระมังที่เป็นเหตุผลที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่อาจหาญที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2523 นั้น เพราะเหนือฟ้าก็ยังมีฟ้าอยู่อีกนั่นเอง

******************************

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ