posttoday

ปรากฏการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต....ธุรกิจและชาวบ้านจะรับมือเอาตัวรอดได้อย่างไร

14 มีนาคม 2565

คอลัมน์ เศรษฐกืจรอบทิศ

ปรากฏการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เริ่มจากการระบาดของโควิด-19 ผ่านมา 2 ปีวันนี้ยังรุนแรงตัวเลขผู้ติดเชื้อและ ATK สองขีดแต่ละวันเฉียดห้าหมื่นราย ด้านเศรษฐกิจสะท้อนจากมูลค่า GDP หายไปประมาณ 1.376 ล้านล้านบาท แต่ในภาคธุรกิจจริง “Real Sector” สูงกว่านี้มากโดยเฉพาะด้านท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่าจะรอดกันอย่างไร วิกฤตโควิดยังไม่จบมีวิกฤตพลังงานแทรกเข้ามาเป็นผลจากรัสเซียผู้ผลิตแก๊สและพลังงานเชื้อเพลิงเบอร์ต้นๆ ของโลกส่งกองทัพเข้าไปประเทศยูเครนแต่เกมส์ไม่จบเร็วประเทศต่างๆ แซงชั่นทั้งด้านการค้า-ธุรกรรมการเงินกระทบโซ่อุปทานน้ำมันโลก

“Crude Oil High Price Effect” ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดค้าล่วงหน้าของโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ราคามีการขยับตัวอยู่ก่อนแล้วพอวันดีเดย์รัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) พุ่งสูงจากต้นปีบาร์เรลละ 76.08 เหรียญสหรัฐไปสู่ระดับ 94.22 เหรียญสหรัฐและวันที่ 9 มีนาคมทำสถิติพุ่งสูงสุดบาร์เรลละ 126.42 เหรียญสหรัฐ แค่ช่วง 2 เดือนเศษราคาปรับสูงขึ้นถึง 50.34 เหรียญสหรัฐหรือสูงขึ้นถึงร้อยละ 66  ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั้มแก๊สโซฮอล์ 95 มีการปรับรายวันจนไปอยู่ที่ลิตรละ 40.15 บาท ช่วงตั้งแต่ต้นปีผู้ใช้รถยนต์ต้องจ่ายสตางค์ค่าน้ำมันสูงขึ้นลิตรละ 9 บาทหรือปรับขึ้นร้อยละ 29  ทำให้มนุษย์เงินเดือนและคนที่อยู่ในเมืองซึ่งรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้วต่างได้รับผลกระทบกันไปตามๆ กัน ที่แปลกคือกลับไม่ค่อยมีคนออกมาโวยวาย

“สึนามิทางเศรษฐกิจ” ที่ตามมาคือราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคปรับตัวสะท้อนจากเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับร้อยละ 5.28 สูงสุดในรอบ 13 ปี ค่าเฉลี่ยช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 4.25 โดยค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อ (ทั่วไป) ของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.56  ตัวเลขนี้สะท้อนถึงปัญหาราคาข้าวของแพงกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่นี้เป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกทั้งโควิดที่ยังไม่จบและวิกฤตราคาน้ำมันโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากอดีตวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือ “Subprime Crisis” ที่เกิดเมื่อปีค.ศ.2008 หรือ 15 ปีผ่านมาแล้ว สาเหตุเกิดจากน้ำมันโลกทะลุเกิน 100 เหรียญสหรัฐทำให้เกิด “bubble crisis” หรือฟองสบู่เศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วพังทะลายกระทบไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินหลายประเทศต่างออกมาตรการใส่เงินเข้าไปในระบบการเงินใช้เวลา 2-3 ปีจึงค่อยฟื้น

ประเด็นที่ห่วงไม่อยากให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและของไทยอยู่ในสภาพอ่อนแอจากการสู้รบกับโควิดมาสองปี อย่างไรก็ดีสัญญาณน้อยๆ ทางบวกรัสเซียกับยูเครนเริ่มหันหน้าเจรจากันเข้ารอบที่ 4 ที่ผ่านมาประเทศรัสเซียประเมินสถานการณ์ผิดเจอ “หมูหิน” อย่างยูเครนและการแซงชั่นจนเศรษฐกิจของประเทศเขาพังพินาศการฟื้นตัวต้องใช้เวลาอีกหลายปีทำให้ต้องหันมาคุยกันว่าจะสามารถลอมชอมได้อย่างไร

นอกจากนี้กลุ่มประเทศโอเปกนำโดยซาอุดิอาระเบียและสหรัฐเอมิเรตส์ไม่ต้องการให้น้ำมันสูงเกินกว่าเศรษฐกิจโลกรับได้ซึ่งจะทำให้ประเทศส่งออกน้ำมันได้รับผลกระทบ มีการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยซัพพลายที่หายไปทำให้ราคาน้ำมันดิบช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาเริ่มอ่อนตัว โดยตลาดน้ำมันนิวยอร์ก (11 มี.ค. เวลา 15.00 น.) ราคาปรับลดลงเหลือ 108.02 เหรียญสหรัฐ ช่วง 2 วันราคาลดลง 18.4 เหรียญสหรัฐหรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 14.5  ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดเบรนท์ลดลง 21.24 เหรียญสหรัฐและตลาดดูไบลดลง 12.3 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าวิกฤตน้ำมันโลกเริ่มคลายตัวแล้ว

หากถามว่าปัจจัยอะไรที่น่ากังวลมากที่สุดในมุมมองของผู้เขียนให้น้ำหนักไปที่วิกฤตพลังงานโลกซึ่งคล้ายกับการสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ให้ประเด็นวิกฤตราคาน้ำมันเป็นข้อกังวลของนักธุรกิจอันดับ 1 รองลงมาคือการแพร่ระบาดของโอมิครอนและตามมาด้วยเสถียรภาพการเมือง ตราบใดที่รากเหง้าของปัญหาคือวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนยังไม่จบวิกฤตราคาพลังงานสูงก็ไม่จบ เพราะการแซงชั่นการส่งออกน้ำมันและแก๊สของรัสเซียทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไป ต้องเข้าใจว่ารัสเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับ 3 ของโลก ลำดับ 1 คือสหรัฐอเมริกาปริมาณผลิต 16.5 ล้านบาร์เรล/วันตามมาด้วยซาอุดิอาระเบีย 11 ล้านบาร์เรล/วันและรัสเซียผลิตวันละ 10.7 ล้านบาร์เรล ประเทศในกลุ่มยุโรปนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงจากรัสเซียมากกว่า 1 ใน 3 ของอุปสงค์ทั้งหมด

การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันหายไป ถึงแม้รัสเซีย-ยูเครนจะอยู่คนละซีกโลกกับไทยแต่ผลกระทบมาอยู่ถึงหน้าบ้านสะท้อนจากราคาขายปลีกหน้าปั้มน้ำมัน-แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับราคาสูงมาอยู่ที่ระดับลิตรละ 41.15 บาทและในวันที่อ่านบทความนี้ราคาอาจสูงกว่านี้ ราคาน้ำมันหน้าปั้มที่ว่าสูงแล้วอาจเป็นเพียงแค่“หนังตัวอย่าง” เพราะยังอั้นค่อยๆ ทยอยปรับเพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจและประชาชนออกมาอัดปตท.และรัฐบาลซึ่งอยู่ในช่วงกระแสนิยมขาลง

การแก้ปัญหาของรัฐที่ผ่านมาคือการอุ้มราคาดีเซลซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพราะเป็นเชื้อเพลิงทางเศรษฐกิจทั้งภาคขนส่งและเกษตรกร การตรึงราคาดีเซลบี 7 ไม่เกินลิตรละ 29.94 บาท จากราคาที่แท้จริงโดยดูจากโครงสร้างราคาน้ำมันปิโตรเลียม (11 มี.ค.) ราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงรวมค่าภาษีสรรพาสามิต, ค่าการตลาดและภาษี VAT ราคาขายต้องอยู่ที่ลิตรละ 43.95 บาทแต่รัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันที่ติดลบชดเชยลิตรละ 14.01 บาทใช้ประมาณเงินเดือนละ 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตรึงราคาแก๊ส LPG ถังละ 318 บาทไม่เกิน 15 กก.ใช้เงินกองทุนบัญชีแอลพีจีไปแล้วถึง 2.74 หมื่นล้านบาท

ปัญหาของประเทศและประชาชนขณะนี้คือการเผชิญวิกฤตที่ซ้อนวิกฤตทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รัฐบาลใช้เงินในการกระตุ้นและเยียวยารวมถึงเสริมสภาพคล่องไม่ต่ำกว่า 1.0 ล้านล้านบาท ธุรกิจที่อยู่ในภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติแทบไม่เห็นทางออกว่าจะฟื้นตัวได้อย่างไร ขณะที่ SME และธุรกิจตัวเล็กๆ อาจเป็นช่วงประคองตัว คลัสเตอร์ที่ยังเติบโตได้เกี่ยวข้องกับภาคส่งออกและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงคลัสเตอร์ยา-เวชภัณฑ์รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ได้อานิสงส์จากการแพร่ระบาดของโควิด วิกฤตที่แทรกซ้อนเข้ามามีผลต่อวิถีดำเนินชีวิตและปากท้องของประชาชน ทางออกอยู่ตรงไหนเศรษฐกิจจะกลับมาเหมือนเดิมได้เมื่อใดเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

ในสภาวะที่ประชาชนมีความรู้สึกไม่สามารถพึ่งผู้บริหารประเทศได้ทางออกของเขาคือต้องพึ่งผู้รู้ทางโหราศาสตร์ซึ่งหมอดูดังๆ ออกมาระบุว่าประเทศและเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญ “พระราหูมาทับลัคนาเมือง” ทำให้มีสารพัดปัญหาประดังเข้ามา เศรษฐกิจทรุดตัวไม่ฟื้น ประชาชนหากินยาก การเงินมีปัญหา ผู้ปกครองประเทศขาดเสถียรภาพไปจนถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปอีกขั้ว ประเทศและประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัวตรงนี้น่าจะจริงเพราะเปรียบเทียบก่อนโควิดระบาดจนถึงปลายปีที่แล้วหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น 843,392 ล้านบาทจนกลายเป็น “Debt Trap” หรือกับดักหนี้ซึ่งแก้ยากเฉพาะหนี้ครูประมาณ 9 แสนคนเป็นมูลหนี้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท

การแก้ปัญหาแค่ลดดอกเบี้ยร้อยละ 1 คงไม่ช่วยอะไรได้มาก หนี้ดังกล่าวยังไม่รวมหนี้ที่ไม่สามารถผ่อนต้นผ่อนดอกจำนวนประมาณ 3.82 ล้านล้านบาทที่ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และยืดหนี้เพื่อไม่ให้กระทบสถาบันการเงิน การแก้ปัญหาทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลประชุมกันหลายครั้งยังไม่สามารถออกมาระบุแนวทางหรือโรดแมปการแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่าจะแก้กันอย่างไร ระหว่างที่การเมืองยังวุ่นนัดดินเนอร์กระชับเสถียรภาพแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ระดับชาวบ้านคงต้องอาศัยฟังหมอดู-นักโหราศาสตร์ว่าบ้านเมืองจะไปทางไหน......จริงไหมครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat

 

 

ข่าวล่าสุด

TOA ผนึกเครือรพ.กรุงเทพ นำร่องใช้สีฉลาก EPD รายแรกในไทย