ตำนานสุนทราภรณ์ (10)
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
**************
หนังสือชุด 82 ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้ เล่มที่ 5 เป็นเรื่องของสุรัฐ พุกกะเวส ซึ่ง “คีตา พญาไท” ผู้เขียนตั้งฉายาไว้เป็นชื่อรองของหนังสือว่า “ยอดขุนพล เพลงสุนทราภรณ์”
ฉายาดังกล่าวนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในบรรดา “คีตกวี” ผู้รจนาบทเพลง (Lyricist) ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล นับว่าโดดเด่นที่สุด เพราะเป็น “มือชั้นครู” ที่มีผลงานขั้น “เลอเลิศ” ที่ “อยู่ในหัวใจ” คนไทยจำนวนมากมายแล้ว สุรัฐ พุกกะเวส ซึ่งเป็นศิษย์เอกคนหนึ่ง ก็มีผลงานที่เป็นที่ยอมรับอย่างสูง จำนวนมาก นับเข้าขั้นเป็น “ยอดขุนพล” คนหนึ่งของสุนทราภรณ์
ประกาศนียบัตรสำคัญที่รับรองความเป็นเลิศในการแต่งเนื้อเพลงของสุรัฐ พุกกะเวส คือ การได้รับความไว้วางใจให้แต่ง “เพลงพระเจ้าทั้งห้า” ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายในชีวิตของครูเอื้อ โดยคุณสุรัฐ สามารถ “ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความในใจของครูเอื้อ สุนทรสนาน ที่มีต่อวงการเพลงไว้อย่างไพเราะ มีความหมายที่กินใจ” (เล่ม 5 หน้า 111) นับว่า “ถอดหัวใจ” ของครูเอื้อ ออกมาได้อย่างแท้จริง โดยเนื้อเพลงมีความงาม เปี่ยมด้วยสาระสำคัญที่ครบถ้วน ชัดเจน (clear) กระชับ (concise) และง่ายแก่การเข้าถึงและเข้าใจ (simplicity)
และคุณสุรัฐได้เป็น 1 ใน 17 คน ที่ครูเอื้อนำเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2512 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 30 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเหรียญรูปเสมามีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. โดยนักประพันธ์เพลง 5 คนที่ได้รับพระราชทานเหรียญดังกล่าว คือ ครูเอื้อ, ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูเวส สุนทรจามร, ครูสุรัฐ พุกกะเวส และ ครูชอุ่ม ปัญจพรรด์
นอกจากเพลงพระเจ้าทั้งห้าแล้ว ยังมีอีกหลายเพลงที่คุณสุรัฐ “ถอดหัวใจ” ครูเอื้อแต่งเป็นเพลงที่โดดเด่นและครองใจผู้คนมากมาย เช่น “เพลงศึกในอก” ที่ขึ้นต้นว่า “เมื่อยามรักเลือนไกล สุดใคร่หาใดแทน ศึกอื่นหมื่นแสน หรือจักแม้นศึกหัวใจ ความรักกลัดกลุ้มรุ่มร้อน จะกินหรือนอนร้องไห้ ร้อนแทบจักขาดใจสุดเปรียบอันใด กลั้นไว้เต็มทน...”
และจบลงว่า “เฝ้าห่วงรักลวงเลือน เด่นเดือนนั้นเตือนตา จะคอยอยู่ชั่วฟ้า เฝ้าใฝ่หาคู่ชื่น ได้แต่หวนอาลัย รักก็ไม่เยือนคืน โศกจนเหลือทนกลืน ทุกค่ำทุกคืน คอยคู่ชื่นคืนมา”
เพลงนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง พยายาม “แยก” ให้คนที่ครูเอื้อหมายปองไปอยู่ต่างจังหวัดห่างไกล คุณสุรัฐจึงถอดหัวใจครูเอื้อแต่งเป็นเพลง และครูเอื้อก็ถอดหัวใจ แต่งทำนองและขับร้องเอง
ส่วนเพลงที่คุณสุรัฐ ถอดหัวใจตนเองแต่งเนื้อร้อง และครูเอื้อก็ “รู้ใจ” แต่งทำนองและร้องเพลงนี้เอง คือ เพลงอุษาสวาท ที่ขึ้นต้นว่า “ยาม อุษาฟ้ากระจ่าง ทั่วนภางค์ สว่างแล้ว ตื่นนิทรา เสียเถิด น้องแก้ว สว่างแล้ว นะแก้วตา ....”
เนื้อเพลงเป็นการปลุกหญิงคนรักให้ตื่นขึ้นยามเช้าตรู่ เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า (พจนานุกรมฯ ให้ความหมายของคำอุษาว่า “แสงเงินแสงทอง, เช้าตรู่, รุ่งเช้า) แต่เบื้องหลังเพลงนี้ คุณสุรัฐ ให้สัมภาษณ์ไว้เองว่า “.... เพลงนี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2504 มันก็หนีไม่พ้นความรักหรอก คือ ผมเกิดมีความรัก คุณอุษา บุญญรักษ์ ช่วงนั้นผมเลิกกับภรรยาเก่าเพราะไม่ค่อยมีเวลาให้เขา คุณอุษาอายุน้อยกว่าผมมาก เพิ่งจบพาณิชย์มา ก็มาของานผมทำ เมื่อรับเข้าทำงานแล้ว ก็เห็นว่าคุณอุษามีความสามารถสูงมาก ทำงานได้เท่ากับคนสองคน ก็เกิดชอบพอกัน แต่กว่าจะลงเอยได้ก็นานมาก เพราะเขายังเป็นเด็กสาว ผมอายุมากแล้ว เขาก็เลยทดสอบใจเรา...”
ตอนนั้นคุณสุรัฐอายุได้ 37 ปี เดิมชื่อ “สุรัสน์” เกิดที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตอนเรียนธรรมศาสตร์ได้สมัครเข้าไปเป็นนักศึกษาวิชาดุริยางค์ของมหาวิทยาลัย จึงได้เรียนดนตรีกับครูสำเภา (เปียโน), ครูพร้อม (ทรัมเป็ต), ครูเล็ก (คลาริเน็ต), ครูสาโรจน์ รุ่งเรือง (แซกโซโฟน) และพระเจนดุริยางค์ วงดนตรีดังกล่าวเป็นวงใหญ่ มีเครื่องดนตรีกว่า 80 ชิ้น คุณสุรัฐ ได้รับคัดเลือกให้มีหน้าที่เป่าแตรเดี่ยว เชิญธงชาติสู่ยอดเสาทุกเช้า เวลา 8.00 น. เป็นประจำทำวัน
คุณสุรัฐ เป็นแฟนเพลงของวงดนตรี “กรมโฆษณาการ” ที่ครูเอื้อเป็นนายวง โดยตั้งวงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2482 แล้ว คุณสุรัฐเล่าว่า “คืนไหนก็ตาม พอเพลงใหม่จากวงดนตรีนี้ถูกกระจายเสียงออกอากาศ รุ่งเช้าพวกเราเป็นต้องร้องกันได้ทุกคน เพราะเราจดคำร้องด้วยชวเลขของพิทแมน ที่เราศึกษากันอยู่ แล้วก็มาต่อทำนองกันตามโน้ตที่เราเรียนกันอยู่ทุกวัน”
เมื่อเรียนจบธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2486 ก็สอบเข้าทำงานที่ “องค์การโรงแรมและภาพยนตร์” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ด้วยวิชาชวเลข พิมพ์ดีด ซึ่งข้าพเจ้าคะแนนอันดับหนึ่งเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัย ทำให้ตำแหน่งประจำแผนกของข้าพเจ้า พุ่งปรี๊ดปร๊าดราวกับจรวด” จนได้ตำแหน่งเลขานุการองค์การโรงแรมและภาพยนตร์ ซึ่งผู้อำนวยการขณะนั้นคือ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ โดยที่ทำงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ทำให้คุณสุรัฐได้มาใกล้ชิดกับวงดนตรีกรมโฆษณาการของครูเอื้อ เพราะ “ผู้นำ” ประเทศขณะนั้น มีบัญชาให้วงดนตรีกรมโฆษณาการแต่งเพลงปลุกขวัญประชาชน จึงต้องไปกินนอนอยู่ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งคุณสุรัฐถูกมอบหมายให้ “ดูแล” ครูเอื้อ และคณะ ทั้งที่พักและอาหาร
ความรักในดนตรีอยู่แล้ว ทำให้คุณสุรัฐ ได้ฝากตัวเป็น “ศิษย์คนแรก” ของครูเอื้อ เพราะตอนนั้นครูเอื้อมีแต่ “ลูกน้อง” ยังไม่มีลูกศิษย์ ส่วนครูเวส สุนทรจามร มีลูกศิษย์อยู่แล้วหลายคน เช่น วินัย จุลละบุษปะ, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, ธนิต ผลประเสริฐ, คุณสุรัฐ ก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย สำหรับครูแก้ว อัจฉริยะกุล คุณสุรัฐ ก็ขอฝากตัวเป็น “ศิษย์คนแรก” ด้วยเช่นกัน
คุณสุรัฐยังเล่าว่า “ข้าพเจ้าได้เปรียบครูแก้ว ที่อ่านโน้ตคล่อง เพียงครูส่งโน้ตมาแผ่นหนึ่งก็เอากลับไปนอนฝันใส่คำร้อง ตั้งชื่อเสร็จได้แล้วก็ส่งไป บางเพลงครูก็แก้ บางเพลงก็ผ่านไปเรียบร้อย”
เมื่อวงดนตรีกรมโฆษณาการไปแสดงที่โรงภาพยนตร์โอเดียนครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2486 คุณสุรัฐ เป็นคนเสนอทางออกให้ตั้งชื่อวง “สุนทราภรณ์” ขึ้น เพื่อมิให้เป็นวงกรมโฆษณาการ ซึ่งเป็นของราชการ วงสุนทราภรณ์จึงถือกำเนิดและเติบโตเรื่อยมา
เรื่องราวรายละเอียดของทั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ และคุณสุรัฐ พุกกะเวส มีมากมาย ล้วนน่าอ่าน หนังสือเล่มนี้หนารวมแล้ว 480 หน้า ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน
*********************


