
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (22)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
***************
มีผู้สนใจเรื่องตำรวจบุกบ้านนายกฯคึกฤทธิ์เมื่อปี 2518 ว่ามันเป็นอะไร และมีผลตามมาอย่างไร คำถามแรกที่ผู้คนถามกันมากก็คือ ระบบการรักษาความปลอดภัยที่ทำให้กับคนระดับนายกรัฐมนตรีมันหละหลวม “โหลยโท่ย” ขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะไม่น่าเชื่อว่าทั้งกองทัพทหารและกองทัพตำรวจอันมหึมาและเกรียงไกร จะทำงานในหน้าที่ของตนเอง “ไม่ได้เรื่อง” ขนาดนั้น
คำตอบก็คือ “เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง” ซึ่งเราก็ต้องทราบว่าตำรวจนั้น “เลือกข้าง” มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะเลือกที่จะอยู่ข้าง “ผู้มีอำนาจ” ซึ่งในตอนนั้นแม้ว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งก็คือทหาร และตำรวจก็คือส่วนหนึ่งของรัฐทหารแบบประเทศไทย ตำรวจที่มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรีจึงบกพร่องมาก ๆ ในเรื่องนี้ เพราะไปเอาใจทหารไม่ได้เอาใจนายกรัฐมนตรี พูดตรง ๆ คือกลัวทหารมากกว่านักการเมือง
เรื่องนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายให้ฟังว่า มันมี “แรงส่ง” มาจาก2 สิ่ง คือ สิ่งแรก สภาพการเมืองไทยหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม2516ที่ผู้คนโดยเฉพาะนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ใช้เสรีภาพกันอย่างฟุ้งเฟ้อ ด้วยความหลงในอำนาจของพวกเขาว่าสามารถโค่นล้มทหารลงได้ ส่งผลถึงกลุ่มคนกลุ่มอื่น ๆ ก็ออกมาเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ กันอย่างเลอะเทอะวุ่นวาย ตั้งแต่กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา จนถึงข้าราชการต่าง ๆ ในจำนวนนี้ก็คือตำรวจนั้นด้วย
อีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องจากสิ่งแรกนั้นก็คือ ทหารที่นิสิตนักศึกษาคิดว่ายอมแพ้ไปแล้วนั้น ไม่ได้ยอมแพ้แต่อย่างใด ยังคงมีอิทธิพลต่อการเมือง โดยเฉพาะต่อนักการเมืองนั้นอยู่มาก ดังจะเห็นจากความพยายามของผู้นำทหารที่จะบ่อนเซาะเสถียรภาพของรัฐบาล ตั้งแต่ที่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล โดยผู้นำทหารสมัยนั้นได้สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มกันของนักการเมืองที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล ให้ก่อหวดเรียกร้องเอาตำแหน่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จนถึงขั้นที่จะให้ล้มรัฐบาลถ้าไม่สนองตอบต่อความต้องการเหล่านั้น เรื่องความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลนี้จึงส่งผลให้ข้าราชการทั้งหลายไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งกรณีที่ตำรวจไม่ทำหน้าที่ให้เต็มที่ก็เป็นด้วยเหตุดังกล่าวนี้
ต้นเหตุของเรื่องเหมือนกับคำพังเพยที่ว่า “น้ำผึ้งหยดเดียว” คือตอนนั้นมีชาวบ้านที่ลำพูนเดินขบวนเรื่องการทำเหมืองของนายทุน และได้ก่อความวุ่นวาย ทำให้มีผู้เดินขบวนจำนวนหนึ่งถูกตำรวจจับไปควบคุมตัวหรือขังไว้ที่โรงพัก เรื่องนี้พอผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานมาที่กระทรวงมหาดไทย(ที่ตอนนั้นกำลังจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการคนใหม่มาแทนที่นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้รักษาการในตำแหน่งนี้อยู่)
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้สั่งผ่านกระทรวงมหาดไทยที่สมัยนั้นยังคุมกรมตำรวจอยู่ด้วย ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปก่อน จนกว่าจะรวบรวมหลักฐานได้ชัดเจนแน่นหนาแล้วค่อยทำเรื่องส่งฟ้อง ซึ่งได้ทำให้ตำรวจไม่พอใจ โดยเฉพาะนายตำรวจที่รับใช้ผู้มีอำนาจที่อยู่ในกรุงเทพฯ คือแทนที่ตำรวจที่ลำพูนที่เข้าไปจับคนเดินขบวนจะเดือดร้อนออกมาต่อต้านคำสั่งของรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าตำรวจที่กรุงเทพฯเป็นผู้ก่อหวอดเสียเอง เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
การชุมนุมเริ่มที่ท้องสนามหลวงในตอนสาย ๆ โดยมีตำรวจมาร่วมชุมนุมไม่มาก จนถึงตอนบ่ายก็มีราว ๆ100 กว่าคน และมีการนำสุรามาเลี้ยงดูกันจนเมามายด้วย จากนั้นก็เดินเท้ามาตามถนนจนถึงบ้านสวนพลูก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว พอมาถึงตำรวจร้อยกว่าคนนั้นก็ทำท่าจะพังประตูเข้ามา แต่ประตูนั้นไม่ได้ใส่กลอนและกุญแจจึงสามารถเปิดเข้ามาได้ง่าย ๆ อีกทั้งเจ้าของบ้านก็ได้อพยพพร้อมด้วยผู้คนในบ้านและหมาไปอยู่ที่โรงพักทุ่งมหาเมฆตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวว่าตำรวจกับเดินทางมานั่นแล้ว ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทยคือตัวท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เองนั้นได้แจ้งแก่อธิบดีกรมตำรวจและผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการใช้กำลังปะทะกัน ซึ่งอาจจะมีการเสียชีวิต และอาจจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เนื่องจากตำรวจที่เดินขบวนมานั้นเมามายจนขาดสติ
ตำรวจขี้เมาบุกเข้ามาในบ้านอยู่สักครึ่งชั่วโมง มีการยิงปืนใส่ตัวบ้านหลายนัด (บางนัดยังฝังรอยไว้ได้ถุนบ้าน โดยเจ้าของบ้านบอกไม่ต้องซ่อมอุดรอยเหล่านั้น และชี้ให้คนที่มาชมบ้านสวนพลูได้เห็นอยู่เสมอ) มีการทำลายกรงนกขุนทองที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เลี้ยงไว้ 3 ตัว ๆ ละกรง ทำให้นกขุนทองเสียชีวิต เนื่องจากย้ายหนีไปด้วยไม่ทัน ปลากัดที่เลี้ยงไว้ในขวดโหลที่ชานบ้านชั้นบนกว่า 50 ตัวตามจำนวนขวดก็ถูกทุบแตกจนตายไปทั้งหมด ส่วนข้าวของมีค่าอื่น เช่น พระพุทธรูป ตลับงา เครื่องลายคราม ถ้วยชามเบญจรงค์ และของสะสมต่าง ๆ ได้ย้ายไปไว้ที่บ้านของลูกชาย ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช ที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นก่อนแล้ว ทำให้รอดจากการ “ปล้นฆ่า” ของตำรวจเหล่านั้นไปได้
แต่ที่เข้าของบ้านเสียดายและเสียใจมาก ๆ นอกจากสัตว์เลี้ยงแสนรักเหล่านั้นแล้ว ก็รวมถึงต้นไม้ จำพวกไม้ดัด ไม้เลี้ยง ไม้สะสม ที่ท่านอุตส่าห์เพาะเลี้ยงและฟูมฟักมาด้วยความทะนุถนอมก็ได้ถูกเหนียบย่ำทุบทึ้งดึงทำลายเป็นจำนวนมาก เพราะต้นไม้เหล่านั้นได้อาศัยการเอาใจใส่เลี้ยงดูมาเป็นเวลานานนับสิบ ๆ ปี กว่าที่จะฟื้นฟูมาให้คืนดีดังเดิมก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบ ๆ ปีเช่นกัน รวมถึงที่ไม่สามารถชุบคืนขึ้นมาได้หรือหาต้นไม้อย่างนั้นมาทดแทนก็ไม่มีอีกแล้ว
ราวสองทุ่มเมื่อเหตุการณ์สงบลงไปพักใหญ่ ท่านก็กลับมาแต่ยังเข้าพักที่บ้านไม่ได้ ต้องไปอาศัยอยู่บ้านญาติที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้น แต่ท่านก็เข้ามาดูความเสียหายร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจนครบาล โดยผู้บัญชาการฯได้เสนอว่าจะจัดการกับตำรวจที่มาทำลายข้าวของของท่านนี้อย่างเด็ดขาด แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ห้ามไว้ บอกว่าไม่อยากให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ท่านให้อภัยกับตำรวจเหล่านั้น เพราะท่านก็เป็นลูกตำรวจ (พ่อของท่านก็คือพระองค์เจ้าคำรบ อธิบดีตำรวจที่เป็นคนไทยคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 6) ซึ่งในตอนนั้นคนในบ้านหลายคนกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียดายทรัพย์สินที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ต่าง ๆ ที่ต้องตาบไป แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กลับหน้านิ่งข่มกลั้นความโกรธและความแค้นนั้นได้
ตอนที่ผมเข้ามาบ้านสวนพลูในวันหนึ่งตอนปลายปี 2519 ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ “สยองอัปยศ” มาได้เพียงปีกว่า ๆ และท่านได้พาผมกับเพื่อนนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อีก 3คน ชมตัวบ้านและสวนรอบบริเวณบ้าน (พวกเรามาเชิญท่านไปบรรยายเพื่อหาทุนให้กับชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติของคณะเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมปลูกป่าที่ปราจีนบุรี แต่ท่านไปไม่ได้ แต่ก็ได้ให้ทุนมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็พาพวกเราชมบ้าน) พอถึงใต้ถุนบ้านตรงที่มีรอยกระสุนฝังอยู่ ก็มีเพื่อนในหมู่พวกเราคนหนึ่งถามว่า มีตำรวจคนไหนออกมารับผิดชอบหรือรับโทษในครั้งนั้นหรือไม่
คำตอบที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกกับพวกเราก็คือ “ผมไม่ทราบ แต่เท่าที่อธิบดีตำรวจมารายงาน บอกว่า จ่าเสริฐตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าบ้านให้การว่า ตอนนั้นเป็นเวลาหัวค่ำ กำลังโพล้เพล้ อากาศขมุกขมัว มองอะไรก็เห็นไม่ชัด เลยจำไม่ได้ว่ามีตำรวจชื่ออะไรหรือหน้าตาอย่างไรเข้ามาพังบ้าน ก็เลยจับคนทำผิดไม่ได้” จากนั้นก็เสริมด้วยคำพูดต่อมาที่ทำเอาพวกเราฮาครืน
“ตำรวจก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่มีครอบครัว ไปเอาผิดเขาหรือจับเขาเข้าคุก เขาก็หมดอนาคต พ่อแม่หรือลูกเมียเขาก็ลำบากไปด้วย.. และวันนั้นถ้าผมให้ตำรวจที่อื่นมาป้องกันบ้านผม เกิดมีการยิงกันตาย แล้วผมจะเอาแรงที่ไหนไปทำลูกคืนให้เขา”
ช่างประชดเหน็บแนมได้เจ็บปวดและน่ารักตามนิสัยของท่านได้อยู่เสมอ!







