posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (19)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (19)

12 กุมภาพันธ์ 2565

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*****************

สมัยโบราณก็มีเรื่อง “หิวแสง” แต่เขาไม่ได้อาศัยสื่อดิจิตอลขายยอดไลค์ยอดแชร์เหมือนสมัยนี้

ตอนสมัยที่ผมทำงานที่บ้านสวนพลู เป็นช่วงที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเผด็จการมาเป็นยุคประชาธิปไตย เพราะได้มีการเลือกตั้งในปี 2522ผมเองก็มีอายุ 20 ปีพอดี จึงได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต ปีนั้นพรรคกิจสังคมของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ ส.ส.เข้ามาเป็นอันดับ 1 จำนวน 89 คน แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521ได้วางอุบายให้ทหารเป็นนายกรัฐมนตรีแต่เพียงกลุ่มเดียว (เหมือนกันกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังไงยังงั้น โดยให้ ส.ว.ที่ทหารแต่งตั้งเป็นฐานหนุนสำคัญของรัฐบาล)

รัฐธรรมนูญ2521 ไม่สนับสนุนให้มีพรรคการเมือง แต่กระนั้นบรรดานักการเมืองที่เคยสังกัดพรรคต่าง ๆ ก็ยังรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยกลุ่มพรรคชาติไทยได้ ส.ส.รองลงมา จำนวน 41 คน กลุ่มประชาธิปัตย์ได้ 36 คน พรรคประชากรไทย 32 คน (ปีนั้น ส.ส.กรุงเทพฯมีจำนวน 30 เป็นของพรรคประชากรไทยถึง 29 คน เหลือให้พรรคประชาธิปัตย์เพียงคนเดียวคือ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการระทรวงการต่างประเทศในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ต้องมาเป็นหัวให้พรรคประชาธิปัตย์ด้วยความจำเป็น) นอกจากนั้นก็มีกลุ่มการเมืองต่าง อีก12พรรคที่ได้ ส.ส.ลดหลั่นรองลงมา และมี ส.ส.ที่ไม่ได้สังกัดอดีตพรรคใด ๆ อีก 19 คน รวมถึงมี 1 คนที่ได้เป็น ส.ส.โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มสนับสนุนเกรียงศักดิ์” ซึ่งก็คือพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีที่ถูกล็อคชื่อไว้ตั้งแต่ต้น

ตอนที่เปิดสภา ปรากฏข่าวฮือฮามาก คือ ส.ส.สุราษฎรธานี นายไพฑูรย์ วงศ์วาณิช ขี่ควายเข้ามารายงานตัวที่สภา และพอมีประชุมสภาก็มี ส.ส.ลำพูน นายมนตรี ด่านไพบูลย์ หาบกระเทียมมาที่หน้าห้องประชุม และในห้องประชุมก็มี ส.ส.ราชบุรี ร.ต.ท.เชารินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ แต่งตัวด้วยชุดลูกเสือเข้าประชุมอยู่เป็นประจำ นับเป็นสภาที่มีสีสันมาก ๆ เพราะยุคนั้นสื่อโทรทัศน์กำลังมีอิทธิพลมาก การทำตัวแปลก ๆ ทำให้เป็นจุดสนใจของสื่อโทรทัศน์ที่ต้องการขายภาพให้กับผู้ชม เพื่อเพิ่มเรตติ้งหรือจำนวนผู้ชม ร่วมกับที่การประชุมสภาเองก็มีการถ่อนทอดสดผ่านช่องโทรทัศน์ของรัฐสภาร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ของกรมประชาสัมพันธ์ ก็ยิ่งทำให้ บรรดา ส.ส.ที่อยากเด่นอยากดัง ฉวยโอกาสที่จะทำตัวให้ประหลาด ๆ เพื่อให้ได้ออกโทรทัศน์อยู่อย่างสม่ำเสมอ

ผมได้ติดตามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เข้าประชุมสภาอยู่บ่อย ๆ หน้าที่ของผมก็คือไปส่งไปรับท่านที่บันไดห้องประชุม (ผู้ติดตามเดินไปได้แค่บันไดชั้นล่าง โดยห้องประชุมต้องขึ้นไปที่ชั้นสอง ตอนนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังแข็งแรง เดินขึ้นบันไดได้คล่องแคล่ว โดยไม่ได้ใช้ลิฟท์) จากนั้นก็ไปรออยู่ในห้องรวมที่ผู้ติดตามของ ส.ส.คนอื่น ๆ นั่งอยู่ด้วย และมีโทรทัศน์อยู่ทั้ง 4 มุมของห้อง ให้ได้รับชมในระหว่างประชุมสภานั้น พวกเราหลายคน(ที่เป็นผู้ติดตาม)อยากเปลี่ยนช่องดูทีวีทั่ว ๆ ไปใจแทบขาด แต่ก็ต้องทนดู ส.ส.อภิปราย “ฮาป่า” อยู่ตลอด เพราะมันเป็นโทรทัศน์ที่เดินสายเป็นวงจรปิด(บังคับดู) ซึ่งบางคนเรียกว่า “โทรทัณฑ์” (ลงโทษให้คนต้องดู) แม้แต่จะหรี่เสียงให้เงียบก็ทำไม่ได้

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า การทำตัวให้แปลกเพื่อเอาดังมีมาตั้งแต่ยุคที่มีการเลือกตั้งในสมัยแรก ๆ นั้นแล้ว อย่างที่โด่งดังมากก็คือ กรณีของนายฉ่ำ จำรัสเนตร ส.ส.จากนครศรีธรรมราช โดยกลวิธีของนายฉ่ำคือทำตัวเสมือนคนบ้า ด้วยการสร้างเรื่องแปลก เช่น การขี่ควายเข้าสภาฯ ถอดเสื้อในสภาฯ หรือตีลังกาเดินเอาหัวลง โดยมีความนัยแฝง คือการขี่ควายเข้าสภา เป็นกรณีที่นายฉ่ำได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในขณะนั้นว่าทำไมรัฐบาลจึงชอบซื้ออาวุธสงครามราคาแพง ๆ ในขณะที่ไม่ได้ทุ่มเทช่วยเหลือเกษตรกร การถอดเสื้อก็หมายถึงบ้านเมืองมีเรื่องเดือนร้อนวุ่นวาย และการตีลังกาเดินเอาหัวลงเพื่อแสดงว่าบ้านเมืองนั้นเกิดวิกลวิปริตเหมือนคนที่เดินด้วยหัวแทนเท้า

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกอีกว่า เทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการ “เอาเด่นเอาดัง” ก็คือ “ทะเลาะกับคนใหญ่คนดัง” เช่น อภิปรายส่อเสียดหรือชวนทะเลาะกับคนใหญ่คนโตทั้งหลาย เพราะจะได้เป็นข่าวพาดหัวอย่างแน่นอน ซึ่งเทคนิคนี้ขายดีในหน้าหนังสือพิมพ์ (นี่เองที่อาจจะเป็นเหตุให้สื่อมวลชนบางคนบางสำนักชอบนำเสนอข่าวแบบนี้ รวมถึงที่ให้ผู้สื่อข่าว “แหย่ไมค์” ขอคำโต้เถียงกันในประเด็นต่าง ๆ จากปากของนักการเมืองนั้นด้วย) ซึ่งท่านก็เคยใช้เทคนิคนี้ในสมัยจอมพล ป.กับจอมพลถนอม พอมาถึงสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้มาเจอกับตัวเองเข้าจัง ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะ ส.ส.ที่ต้องการมีชื่อเสียงก็จะอาศัยการวิพากษ์วิจารณ์นายกฯคึกฤทธิ์ให้เป็นประจำ และก็เข้าล็อคตามที่สื่อมวลชนต้องการ คือ “การข่าวแบบปากตลาด” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม วิธีที่จะเอาชนะการนำเสนอข่าวแบบนี้ สิ่งแรกก็คือความอดทน ตามมาด้วยการให้อภัยและอโหสิกรรม แต่ถ้าอดรนทดไม่ไหวก็ตอบโต้และระบายออกไปบ้าง ตามปรัชญาของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ว่า “อารมณ์ก็เหมือนน้ำ อารมณ์ดีก็เหมือนน้ำสะอาดใส อารมณ์ร้ายกด็คือน้ำเน่าเสีย ต้องระบายออกเสียบ้างก็จะโปร่งโล่งสบาย” แต่ที่ดีที่สุดก็คือทำใจให้เป็นอุเบกขา อย่าเอาตัวไปออกรับ หรือทำตัวให้เล็กลง ตามคติของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ยึดถือตลอดมาว่า “จงทำตัวให้เป็นภูเขาทองเมื่อมีสุนัขมาปัสสาวะรด”

มีเรื่องตลก ๆ ที่นิยมกันมากในเกาหลีใต้เรื่องหนึ่ง สมัยที่ผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2549- 2551ได้นำคณะกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทยเกาหลีใต้ไปประชุมที่กรุงโซล ระหว่างการเลี้ยงต้อนรับอย่างหรูหราในโรงแรมที่รัฐสภาเกาหลีใต้จัดเลี้ยงให้แก่คณะของเรา ท่านประธานฝ่ายเกาหลีใต้เล่าขึ้นกลางวงดินเนอร์ว่า ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ฝนตกหนักทั้งคืน พอรุ่งเช้าชาวนาก็ออกไปทุ่งนา พบร่างผู้ชายวัยกลางคนนอนตายอยู่บนคันนา จึงมาบอกหัวหน้าหมู่บ้าน ๆ ก็พาผู้คนออกไปดู แต่ก็ไม่มีใครรู้จักว่าผู้ตายเป็นใคร

จนกระทั่งเกือบเที่ยงก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งกลับมาจากเมืองหลวง เดินผ่านมาจึงแวะเข้าดู แล้วตะโกนขึ้นมาว่า “นี่มัน ส.ส.นี่หว่า” ชาวบ้านรุมถามว่ารู้ได้อย่างไร อ่านข่าวแล้วรู้จักหรือ ส.ส.คนนี้ชื่ออะไรหรือ ชายหนุ่มตอบว่าไม่รู้จักหรอกว่าชื่ออะไร แต่ต้องเป็น ส.ส.แน่ ๆ “ดูสิคนธรรมดาถ้าโดนฟ้าผ่าตาย คงไม่ยิ้มปากกว้างจ้องตาเขม็งแบบนี้ ไอ้นี่มันเป็น ส.ส. เพราะ ส.ส.ชอบยิ้มให้กล้อง พอมันเห็นฟ้าแลบ มันก็นึกว่าเป็นไฟแฟลชจากกล้อง มันเลยแหกยิ้มเสียกว้าง จะได้ดูเด่นเวลาออกเป็นภาพหรือข่าว “ (ฮ่าๆๆ)

“หิวแสง” นี่เป็น “โรคสากล” ที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ แต่ระวังว่าจะเป็นฟ้าผ่าบ้างก็แล้วกัน และอาจจะไม่ตายแบบ ส.ส.เกาหลีคนนั้น แต่เป็นฟ้าผ่าจากผู้คนในสังคม ที่รุมถล่มจนไหม้เกรียม “ตายทั้งเป็น” ก็เป็นได้

******************************

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท