posttoday

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สอง)

10 กุมภาพันธ์ 2565

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

**************

ความเดิมจากตอนที่แล้ว: นักวิชาการและผู้คนไม่น้อยเข้าใจว่า ประเทศไทยเริ่มเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า หรืออย่างช้าก็ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุผลที่ว่า ได้เริ่มมีการปฏิรูประบบราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ห้า และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์โดยหลักการสืบสันตติวงศ์ที่เป็นสิทธิของพระราชโอรสหรือพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ (Absolute primogeniture)

โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องผ่านมติหรือความเห็นชอบของอภิชนและขุนนางเสนาบดีหรือพระและนักบวชชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งของรูปแบบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจอันสมบูรณ์ ซึ่งในบริบทการเมืองของยุโรป พระมหากษัตริย์พระองค์ใดสามารถสถาปนาหลักการที่ว่านี้ให้ลงหลักปักฐานได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการตัดทอนอำนาจของอภิชน-ขุนนาง-นักบวชในการกำหนดตัวพระมหากษัตริย์

แม้ว่าในปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศต่างๆเกือบทั่วโลกยังใช้หลักการดังกล่าวนี้ในการสืบสันตติวงศ์ ก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศนั้นปกครองภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะแม้ว่าการสืบสันตติวงศ์จะยังคงเป็นไปตามหลักการ Absolute primogeniture แต่หลายประเทศได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่การปกครองที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จำกัดโดยรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน การสืบสันตติวงศ์โดยเกณฑ์ดังกล่าวนี้มิได้เป็นหลักประกันว่า จะได้พระมหากษัตริย์ที่มีความรู้ความสามารถและมีบารมี แต่ในการปกครองที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์มิได้บริหารราชการแผ่นดินโดยตรงด้วยตัวเองอีกต่อไป อีกทั้งก็มิได้มีอำนาจกว้างขวางมากมายเหมือนในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น การที่การสืบสันตติวงศ์โดยเกณฑ์ดังกล่าวนี้มิได้ให้หลักประกันดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญร้ายแรงแต่อย่างใด เพราะอำนาจการบริหารจะไปอยู่ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการใช้อำนาจบริหารที่แต่เดิมอยู่ที่พระมหากษัตริย์

------------------------------------------

หากประเทศไทยเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำไมในปี พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่ทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์ในการอนุมัติงบประมาณการเสด็จประพาสญี่ปุ่นตามพระราชประสงค์ โดยไม่ต้องสนใจคำทัดทานของกรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติขณะนั้น ?

และในกรณีวิกฤตค่าเงินที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2459 นั้น ใครในรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจออกนโยบายที่ผิดพลาด พระมหากษัตริย์ หรือ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ?

จะขอกล่าวในกรณีวิกฤตค่าเงินบาทก่อน โดยนำความเห็นของนักวิชาการตะวันตกที่ได้เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่า นักวิชาการตะวันตกน่าจะสามารถนำเสนอการวิเคราะห์ได้อย่างอิสระและปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลทางการเมืองจากจุดยืนใดก็ตาม แต่กระนั้น นักวิชาการตะวันตกย่อมได้รับอิทธิพลทางกรอบทฤษฎีที่แตกต่างกันไป โดยในการนำเสนอ ผู้เขียนจะนำเสนอตามลำดับอายุของนักวิชาการ

ในความเห็นของนักวิชาการตะวันตกที่กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่าง David K. Wyatt (เกิด พ.ศ. 2480) ในหนังสือ Thailand: A Short History (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2525) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสามารถที่จะวางและรักษาขั้นตอนต่างๆในการควบคุมรายจ่ายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สอง)

                                                                                                             เดวิด วัยอาจ

ต่อมา B.J. Terwiel (เกิด พ.ศ. 2484) ในหนังสือเรื่อง “Thailand’s Political History from the 13th century to recent times” (พิมพ์ครั้ง พ.ศ. 2548) ได้กล่าวถึงวิกฤตค่าเงินบาทไว้ว่า

“ในทางทฤษฎี (ผู้เขียนอยากจะขอให้ผู้อ่านตระหนักถึงการใช้คำๆนี้ของ Terwiel ไว้ และผู้เขียนจะได้กล่าวถึงในภายหลังว่าเพราะอะไร ?/ผู้เขียน) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลังของประเทศ และพระองค์ทรงสามารถที่จะออกกฎหมายลดค่าของเงิน (แร่เงินที่นำมาทำเหรียญบาท มิใช่ค่าเงินบาท) ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทำให้การคลังของประเทศมีอิสระที่จะกำหนดค่าเงินตามความเป็นจริงได้ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า พระองค์ทรงแม้แต่จะพิจารณามาตรการใดมาตรการหนึ่งเลย แต่พระองค์กลับเก็บพระองค์อยู่แต่ในโลกแห่งจินตนาการของพระองค์มากขึ้นๆ ปล่อยให้กิจการการบริหารประเทศอยู่ในมือของเหล่าเสนาบดี

ยิ่งกว่านั้น พระองค์ดูจะตั้งข้อสงสัยต่อคำแนะนำของที่ปรึกษาชาวต่างชาติ และพระองค์ยังลดทอนทั้งจำนวนของคณะที่ปรึกษาลง รวมทั้งไม่ใส่ต่อคำแนะนำของพวกเขา ทั้งที่พระองค์ควรจะให้ความสำคัญต่อคำเตือนของบรรดาที่ปรึกษา แต่พระองค์กลับไม่ให้ความสำคัญ

ในช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2463 เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆว่า พระองค์ทรงปรารถนาที่จะไม่ทรงบริหารงานราชการที่เป็นงานประจำวันเท่าไรนัก ขณะเดียวกัน ก็ทรงยืนยันในการรักษาพระราชอำนาจของพระองค์ไว้”

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สอง)

                                                                                                       บาเรนส ยาน แตวิล

ต่อมา Benjamin Batson (เกิด พ.ศ. 2485) ผู้เป็นลูกศิษย์ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกโดย David K Wyatt เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดย Batson ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง The End of the Absolute Monarchy in Siam (ตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรก พ.ศ. 2527) Batson ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า

“ในที่ประชุมเสนาบดีวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 (หลังจากที่ทรงได้รับคำแนะนำจากเซอร์เอ็ดเวิร์ด โค๊ก ที่ปรึกษาชาวอังกฤษเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตการคลัง) พระองค์ทรงยืนยันที่จะทำหน้าที่บริหารราชการอย่างนายกรัฐมนตรีด้วยตัวพระองค์เอง และคณะที่ปรึกษาด้านงบประมาณนั้นก็เป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น และพระองค์ไม่ทรงต้องการที่จะให้ผู้ใดหรือคณะกรรมการใดมาดึงอำนาจในการกำหนดนโยบายประเทศไป และผลักพระองค์ออกไป ‘เหมือนมิกาโดในญี่ปุ่น’” (มิกาโดเป็นคำใช้เรียกจักรพรรดิญี่ปุ่น และจักรพรรดิญี่ปุ่นถูกโชกุนยึดอำนาจไปเป็นเวลากว่าสองร้อยปี)

แต่กระนั้น Batson ได้กล่าวต่อว่า “แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงละเลยงานบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นงานประจำวัน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลจากพระอารมณ์ของพระองค์ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความจำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงประกอบพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เวลามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระศพ อีกทั้งในช่วงปลายรัชสมัย มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมวงศานุวงศ์ติดต่อกันเป็นจำนวนมาก ที่ต้องใช้เวลาติดต่อกันเป็นเดือนๆในการทำพิธีพระศพและพระราชพิธีถวายพระเพลิงบุคคลในพระบรมวงศานุวงศ์”

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สอง)

                                                                                                     เบนจามิน แบทสัน

ซึ่งการให้เหตุผลของ Batson ในเรื่องความจำเป็นที่พระมหากษัตริย์จะต้องทรงเป็นประธานในพระราชพิธีต่างๆมากมายอันทำให้ต้องเสียเวลาและพลังงานไปมาก จนส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต่อมาในต้นรัชกาลที่เจ็ด ที่ปรึกษาชาวอเมริกันที่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของพระยากัลยาณไมตรี (Francis B. Sayre) ได้ถวายคำแนะนำพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า หนึ่งในเหตุผลสี่ประการที่พระมหากษัตริย์ไทยควรตั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาให้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนพระมหากษัตริย์คือ แบ่งเบาภาระหน้าที่ เพราะพระราชภารกิจที่พระมหากษัตริย์ทรงหลีกเลียงไม่ได้ การประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆมากมาย นอกเหนือไปจากงานบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งยังมีภาระหน้าที่ในการจัดการกิจการในพระบรมวงศานุวงศ์ และภารกิจอื่นๆอีกมากมายที่รวมอยู่ที่พระองค์แต่ผู้เดียว

ซึ่งภาระต่างๆที่กล่าวมานี้ จะต้องใช้ทั้งกำลังและเวลาอย่างยิ่ง (จาก Sayre’s Memorandum เป็นบันทึกที่พระยากัลยาณไมตรีเขียนตอบและถวายคำแนะนำหลังจากที่เขาได้รับพระราชหัตถเลขาเรื่อง “Problems of Siam” จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2469 เจ็ดเดือนหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต)

ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สอง)

                                                พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี.แซร์ )

จากความเห็นของนักวิชาการตะวันตกข้างต้น ทำให้เข้าใจได้ว่า ในวิกฤตค่าเงินและการคลังของประเทศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงใส่พระทัยกับวิกฤตดังกล่าวเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน พระองค์ก็ไม่ทรงยอมให้ผู้อื่นเข้ามากำหนดนโยบายหรือใช้อำนาจแทนพระองค์

ในแง่นี้ ก็ทำให้เกิดความสงสัยว่า แล้วในกรณีที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2463 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศมีปัญหาวิกฤตค่าเงินบาทและวิกฤตโรคระบาดติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 ปี (ดูตอนที่แล้ว) แต่กรมพระจันทบุรีนฤนาถในฐานะเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติไม่ทรงเห็นชอบด้วย และได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลคัดค้าน โดยทรงแถลงเหตุผลว่า ปี พ.ศ. 2463 “เปนปีที่รัฐบาลต้องวิบัติเปนนานัปการ” จึงเห็นสมควรงดและเลื่อนการเสด็จประพาสไปเป็นปีอื่น และหากพระองค์ทรงยืนยัน กรมพระจันทบุรีนฤนาถก็จะลาออก ซึ่งในที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯก็มิได้เสด็จประพาสญี่ปุ่น และแม้ว่ากรมพระจันทบุรีฯจะลาออก แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯไม่ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต

คำถามคือ ทำไมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงใช้พระราชอำนาจในฐานะพระมหากษัตริย์หรือนายกรัฐมนตรีดังที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในเวลาต่อมาสั่งให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯอนุมัติงบประมาณตามพระราชหฤทัยของพระองค์ ?

ในการตอบคำถามข้อนี้ของผู้เขียน ซึ่งก็อาจจะเป็นการตอบคำถามข้อแรกไปด้วย ผู้เขียนจะเริ่มต้นโดยการพิจารณารายพระนามและรายนามชของเสนาบดีกระทรวงต่างๆในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468) การพิจารณารายพระนามและรายนามของเสนาบดีในสมัยรัชกาลที่หกจะมีนัยอย่างไรต่อการใช้พระราชอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดติดตามตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด

ด่วน! ดีเซลพุ่งแรง ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท ทะลุ 50 บาท เริ่มพรุ่งนี้ทั่วประเทศ