
สงครามจิตวิทยาในเมียนมา
คอลัมน์ เปิดประตูค้าชายแดน
ช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลตรุษจีน เราลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลทั้งหลาย ก็สืบทอดประเพณีไหว้ตรุษจีนและเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันทุกบ้าน ที่ประเทศเมียนมา เนื่องจากเป็นวันครบรอบหนึ่งปีในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยท่านพลเอกอาวุโส เมียน อ่อง หล่าย ทำให้กิจกรรมของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ไม่คึกคักเหมือนเช่นทุกปี แต่ก็ต้องผ่านไปให้ได้นะครับ
ปีที่ผ่านมานี้ ชาวเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พอมาถึงปีนี้บังเอิญเหลือเกินที่วันตรุษจีนปีนี้ จะตรงกับวันครบรอบรัฐประหารพอดี ทำให้ข่าวลือโคมลอยมีออกมาไม่ขาดสาย
ตั้งแต่ก่อนวันครบรอบหนึ่งอาทิตย์ ผมก็ได้รับข่าวจากน้องๆที่อยู่ตามชายแดน แจ้งข่าวมาว่า ทางฝั่งของผู้ต่อต้านรัฐบาล จะทำการวางระเบิดหรือก่อกวนในเมืองย่างกุ้ง โดยจะก่อเหตุให้ได้สองร้อยครั้งต่อวัน ซึ่งผมก็บอกไปว่าเป็นไปไม่ได้หรอก อย่างหลงเชื่อข่าวลือ เพราะถ้าวิเคราะห์อย่างใจเป็นกลางแล้ว ก็จะรู้ว่าเป็นการเล่นสงครามจิตวิทยาอย่างแน่นอน
แต่จะเป็นฝ่ายไหนปล่อยข่าว ผมก็ไม่รู้ เพราะที่แน่ๆคือเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนไม่รักชาติ คิดทำร้ายประชาชนเช่นนั้น เพราะเมืองย่างกุ้งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมาก
หากวางระเบิดหรือก่อการใดๆก็ตาม จะทำให้ประชาชนล้มตายไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ส่วนถ้าจะวิเคราะห์ว่ากลุ่มที่หนุนรัฐบาลอยู่จะเป็นผู้ลงมือ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย จึงอย่าได้เชื่อข่าวลือเป็นอันขาด
ต่อมาพอใกล้ๆเข้าสู่ปลายเดือนมกราคม ก็มีข่าวออกมาอีกว่า ทางฝั่งรัฐบาลจะมีการระดมคนออกมาเดินขบวนสนับสนุนให้รัฐบาลมีการอยู่บริหารประเทศต่อ ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะใช่ฝีมือของทางฝั่งรัฐบาลในการออกมากระตุ้นคนลงถนน เพราะจะเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการปะทะกันของทั้งสองฝั่ง ดังนั้นคงไม่น่าจะเป็นไปได้ นอกเสียจากว่า จะเป็นการหวังดีแต่ประสงค์ร้ายก็ได้ จึงต้องรอดูกันต่อไปว่า จะมีขึ้นในเมืองไหนบ้าง? จะเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้หรือไม่?
และแล้วในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก็มีการเดินลงถนนที่เมืองท่าขี้เหล็กจริงๆ ก็เลยเจอกับการวางระเบิดไปสองลูก มีผู้เสียชีวิตสองคน ซึ่งข่าวก็มาอีกว่าฝ่ายโน้นฝ่ายนี้เป็นคนลงมือทำการ ผมก็ต้องบอกว่าให้ระวัง เดี๋ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หรือหากฝ่ายใดลงมือ คนที่เสียหายคือประชาชน ไม่มีอะไรดีขึ้นกับประเทศเมียนมาเลย แล้วจะทำไปทำไมก็ไม่รู้นะ
กลับมาที่ก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์อีกครั้ง ก่อนเพียงสองสามวัน ก็มีข่าวลือออกมาว่า ทางฝั่งรัฐบาลจะจัดการประกาศยึดทรัพย์และจับกุมคนที่จะอาระยะขัดขืน หากมีการปล่อยข่าวโคมลอยทำให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น หรือหากไม่ดำเนินธุรกิจตามปกติ
ซึ่งเพื่อนผมที่เป็นชาวเมียนมาเชื้อสายจีนสองคน ได้โทรไลน์มาคุยกับผมว่า ปกติเขาก็ปิดร้านในวันตรุษจีนอยู่เป็นประจำทุกปี แล้วปีนี้คงไม่สามารถปิดได้ เพราะหากถูกเข้าใจผิด ก็จะมีปัญหาใหญ่ตามมา ผมก็ได้แต่บอกว่า เขาให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ต้องใช้คติเตือนใจว่า “อยู่ใต้ต้นองุ่น ก็อย่ายื่นมือไปขยับหมวก” ความหมายคืออย่าทำตัวให้เป็นที่สงสัยของคนอื่น จงแสดงความบริสุทธิใจไว้ จะปลอดภัยที่สุดครับ
สงครามจิตวิทยาในประเทศเมียนมาจะยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ตัวประชาชนเอง ที่ต้องระมัดระวังตัว อย่าได้หลงตกไปอยู่ในวังวนให้ใครมาปั่นหัวเล่นเท่านั้น คนที่จะถูกปั่นหัวได้ง่าย ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นคนที่นิยมชมชอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นทุนนั่นแหละครับ เพราะเวลาเรารักใครชอบใคร เราก็มักจะมองเขาเพียงด้านบวกด้านเดียวเสมอ
ในขณะที่พอลองได้เกลียดใคร เราก็มักจะมองเขาในด้านลบเท่านั้น ดังนั้นพอใครพูดอะไรที่ตนเองสะใจ ก็จะหลงเชื่ออย่างสนิทใจไว้ก่อน ไม่ได้สังเกตุอะไรให้ถ้วนถี่หรอกครับ
เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกที่เอาจิตวิทยามาทำสงครามแย่งชิงมวลชน เขาก็จะรู้จุดอ่อนแล้วจี้ให้ตรงใจดำ แค่นี้ก็สำเร็จแล้วครับ
จำได้ว่ามีนักการเมืองไทยท่านหนึ่ง ที่พูดว่า เอาความเท็จมาพูดเป็นประจำ จนตนเองก็หลงลืมไปเลยว่า สิ่งที่ตนเองพูดนั้นเป็นเรื่องเท็จ ทำให้ตนเองก็หลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงได้ สรุป เราเป็นคนไทยที่ทำมาหากินอยู่ที่เมียนมา แม้จะมีเพื่อนหลากหลายที่เข้ามาหามาพูดคุย ผมก็ไม่ยอมพยักหน้าเห็นด้วย หรือยืนกระต่ายขาเดียวไม่เห็นด้วยเป็นเด็ดขาด
ต้องท่องคติไว้ว่า ที่นั่นไม่ใช่บ้านเรา ก็อย่าได้ไปฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นอันขาดครับ ยืนอยู่ตรงกลางด้วยการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุดครับ







