posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (17)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (17)

29 มกราคม 2565

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

**************

การทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองทำได้หลากรูปแบบ แม้แต่ “ขายหัวเราะ” ก็ช่วยชาติได้

เมื่อท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ลาออกจาก ส.ส.ใน พ.ศ. 2492 เพราะไม่เห็นด้วยกับการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอเพิ่มเงินเดือนให้แก่ตัวเอง ที่มีชาวบ้านมาขอปิดทองที่แขนของท่านถึงบ้านที่ซอยสวนพลู ด้วยความชื่นชมดังที่เป็นข่าวฮือฮามากในยุคนั้น ท่านก็ออกมาอยู่เงียบ ๆ จนแฟนคลับหลายคนคิดว่าท่านคงจะไม่กลับมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว แล้วยิ่งต่อมาในตอนต้นปี2493 ที่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลในพระราชพิธีนั้นด้วย ก็ยิ่งทำให้บางคนคิดว่าท่านคงสละโลกฆราวาสนี้แล้ว เพราะแม้จะผ่านพ้นพระราชพิธีไปแล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ยังไม่ได้ลาสิกขา

ความจริงท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่อยากสึกเหมือนกัน โดยท่านได้บวชที่วัดบวรนิเวศ ขณะนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ก็ประทับอยู่ที่นั่น ท่านบอกว่าตอนที่บวชก็คิดว่าจะอยู่แค่เสร็จพระราชพิธี แต่เมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้วก็ไม่อยากสึก เพราะรู้สึกว่าเป็นพระแล้ว “สบาย” คือไม่มีความวุ่นวายแบบฆราวาส ทั้งยังเพลิดเพลินกับการเรียนพระอภิธรรม ที่ท่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้สนทนาธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯอยู่เนือง ๆ ก็ยิ่งทำให้ท่านซาบซึ้งในความเป็นสมณะ แต่ก็เหมือนชะตาฟ้ากำหนดให้ท่านจะต้องออกมาช่วยชาติบ้านเมือง คือระหว่างที่ยังไม่คิดจะสึกนั้น เพื่อนในวงการหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง คือ นายสละ ลิขิตกุล ได้มาชวนทำหนังสือพิมพ์อีก พร้อมทั้งเสนอว่าถ้าจะตั้งโรงพิมพ์ใหม่ก็สะดวกง่ายดาย เพราะมีคนจะขายแท่นพิมพ์เก่าให้ในราคาถูก ซึ่งนายสละ ได้คิดต้นทุนและคาใช้จ่ายต่าง ๆ มาให้เสร็จสรรพ

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เห็นดีด้วย และบอกให้นายสละไปดำเนินการตั้งโรงพิมพ์ได้เลย โดยท่านได้ไปขอเช่าส่วนหนึ่งของอาคารริมถนนราชดำเนิน ใกล้ ๆ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งพี่ชายของท่าน คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เช่าไว้แล้วส่วนหนึ่งเพื่อทำเป็นสำนักงานทนายความ เมื่อติดตั้งแทนพิมพ์และจัดหาคนงานต่าง ๆ ได้พร้อมแล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ลาสิกขา แม้ว่าทุกอย่างในการจัดพิมพ์ นายสละจะจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ แต่ก็ยังขาดส่วนที่สำคัญที่สุดคือ “คอลัมนิสต์” หรือคนที่จะจะมาเขียนเนื้อหาในส่วนต่าง ๆ

ดังนั้นด้วยนักเขียนที่นายสละชวนมาได้อีก 2 คน รวมกับตัวนายสละและท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะมีคนเขียนแค่ 4 คน แต่หนังสือพิมพ์สมัยนั้นก็มีขนาดไม่ฟุ่มเฟือยนัก เพราะมีจำนวนเพียงสองแผ่นพับ รวม 8 หน้ากระดาษ ที่หน้า 1 เป็นพาดหัวและโปรยข่าว กับหน้า2หน้า 7 และหน้า 8 ที่จะเป็นรายละเอียดจากหน้า 1 นั้น ดังนั้นจึงเหลือพื้นที่อีก 4 หน้า ด้วยจำนวนคนที่จำกัด ทำให้นักเขียนทั้ง 4 ต้องเขียนกันคนละ 2-3 บทความเป็นอย่างน้อย โดยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องเขียนถึง 4 บทความ รวมทั้งบทบรรณาธิการที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องมีนั้นด้วย

โดยบางบทความก็ใช้นามปากกา แต่ภายหลังคนอ่านจับความได้ ก็สอบถถามเข้ามาว่าใช่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนหรือไม่ สุดท้ายท่านก็ใช้ชื่อจริงทั้งหมด ทั้งยังเพิ่มบทกวีและการตอบจดหมาย อันเป็นที่นิยมในหน้าหนังสือพิมพ์สมัยนั้น ด้วยเหตุที่ทุกคนในโรงพิมพ์ทำงานอย่างทุ่มเท “ตั้งแต่เจ้าของลงมาถึงภารโรง” (สำนวนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่พูดถึงการตั้งโรงพิมพ์สยามรัฐของท่าน) ก็ทำให้หนังสือพิมพ์สยามรัฐมียอดขายที่ติดตลาดอย่างรวดเร็ว

การทำหนังสือพิมพ์ให้ขายดีก็ต้อง “ดูตลาด” ยุคนั้นหนังสือพิมพ์รายวันต่าง ๆ จะต้องมี “เรื่องจีน” ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยอิงพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์จีน ซึ่งที่กำลังดังมาก ๆ ตอนนี้นก็มีเรื่องชุดสามก๊ก ที่เขียนขึ้นใหม่โดยยาขอบ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เอาตัวละครในเรื่องสามก๊กนั้นมาเขียนขึ้นใหม่บ้าง นั่นก็คือเรื่อง “โจโฉ นายกตลอดกาล” ซึ่งก็เรียกเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมาก เพราะจงใจที่จะล้อเลียนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่กำลังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในตอนนั้นโดยตรง ด้วยสำนวนที่แสบ ๆ คัน ๆ และการเทียบเคียงบุคลิกต่าง ๆ ของโจโฉกับจอมพล ป.ได้อย่างแนบเนียน จนคนที่อ่านเข้าใจว่าเหตุการณ์และรายละเอียดในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั่นเอง โดยเอาสาระข่าวการเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนั้นมาเป็นโครงเดินเรื่อง

ทว่านวนิยายคู่บุญที่ทำให้สยามรัฐยิ่งใหญ่และเป็นผู้นำด้านสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนั้นก็คือ “สี่แผ่นดิน” ที่เขียนต่อเนื่องกันในปลายปี 2493 นั้น ถึงขนาดที่ผู้ซื้อมายืนรอที่ริมถนนราชดำเนินหน้าโรงพิมพ์เป็นแถวยาวตั้งแต่ก่อนเที่ยง เพื่อที่จะรอฉบับหนังสือพิมพ์สยามรัฐที่จะออกจากแท่นในเวลาประมาณบ่ายโมงเศษ ๆ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ท่านแต่งเรื่องสี่แผ่นดินขึ้นจากประสบการณ์ของท่านที่ได้ตามท่านแม่ คือหม่อมแดง ปราโมช ที่เป็นชาววัง ได้พาท่านเข้าไปในวังอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งยังมีญาติพี่น้องที่เป็นชาววังอีกหลายคน ล้วนแต่ได้เล่าได้คุยให้ท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของชาววัง ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องราวของพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายต่าง ๆ ที่คนเหล่านี้ได้ใกล้ชิดแล้ว ยังได้เห็นรูปแบบการใช้ชีวิตของชาววังนั้นว่า เต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิภาณและอารมณ์ขัน”

นางเอกของเรื่องสี่แผ่นดินนั้นคือ “แม่พลอย” คือเป็นคนเดินเรื่องและมีบทบาทเด่นที่สุดในนวนิยายเรื่องนี้ แต่ถ้าจะบอกว่าใครหล่ะที่เป็น “ตัวเอก” ที่ฝรั่งเรียกว่า Main Character ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะตอบว่า “แม่ช้อย” ผู้เป็นเพื่อนแม่พลอย และมีบทบาทสำคัญอยู่ตลอดเรื่องด้วยเช่นกัน คำอธิบายที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกแก่ใคร ๆ

เมื่อมาถามความเห็นในเรื่องนี้ก็คือ “แม่ช้อยแกเป็นชาววังตลอดชีวิต และเรื่องสี่แผ่นดินนี้เป็นเรื่องชีวิตของชาววังทั้งเรื่อง แต่ที่แม่ช้อยแกเด่นที่สุดก็คือ แกมีปฏิภาณไหวพริบแบบชาววัง ทั้งยังมีอารมณ์ขัน ที่ชาววังทุกคนมีอยู่เป็นเอกลักษณ์นั้นด้วย” เช่นเดียวกัน เมื่อมีคนมาถามว่าท่านมีลักษณะเหมือนใคร ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะตอบว่า ท่านนี่แหละคือแม่ช้อย แม่ช้อยที่ตลกขบขัน แต่ใจถึงและเข้มแข็ง อย่างที่ท่านทำงานการเมืองมาตลอดชีวิต ท่านก็ใช้อารมณ์ขันนี่แหละฝ่าฝันวิกฤติต่าง ๆ มาได้เสมอ

แล้วเรามาตามดูกันว่า “เสียงหัวเราะ” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใช้นั้น เปลี่ยนแปลงการเมืองอะไรได้บ้าง

******************************

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ