
Telemedicine มิติใหม่ของบริการทางการแพทย์แห่งอนาคต
จีนถือเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้ Telemedicine สูงแล้ว ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ เนื่องจากจีนนั้น ความเพียงพอและมาตรฐานของระบบสาธารณสุขยังถือว่า ยังค่อนข้างน้อย โรงพยาบาลรัฐฯ ในจีนนั้นจะหนาแน่นมากๆ แต่ว่า จีนกลับมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Internet ที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ Telemedicine จึงสามารถตอบโจทย์ได้ดี
วิกฤติ COVID-19 ส่งผลลบต่อธุรกิจหลายประเภท หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ก็คือ ธุรกิจโรงพยาบาล เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษาเร่งด่วน ไม่อยากเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเหตุการณ์นี้ คือ ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ระยะไกล (Telemedicine) ไม่ว่าจะเป็น ผ่านทางเทคโนโลยีและการสื่อสารผ่าน Video conference หรือผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาเบื้องต้นจากแพทย์ได้จากที่บ้าน ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย วันนี้ เราลองมาทำความรู้จักธุรกิจนี้กันมากขึ้นนะครับ
ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 นั้น ธุรกิจ Telemedicine นั้น เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ปี 2015 ในจีน นำโดยบริษัท Ping An Good doctor ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Ping An Insurance บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของจีน โดยในช่วงแรกอาศัยฐานลูกค้าประกันของในเครือของบริษัทแม่เป็นหลัก โดยมีการจ้างแพทย์มาอยู่ใน platform เพื่อให้บริการ Telemedicine โดยเฉพาะ การเป็น First mover ทำให้ในตอนนี้ Ping An Good doctor เป็น platform telemedicine ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ด้วย Monthly active user ที่ 72.6 ล้านคน และจำนวนการพบแพทย์ 1,000 ล้านครั้ง ในปี 2020 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจำนวนมาก แต่ถือว่า ยังเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดของจีน
ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้ Telemedicine สูงแล้ว ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ เนื่องจากจีนนั้น ความเพียงพอและมาตรฐานของระบบสาธารณสุขยังถือว่า ยังค่อนข้างน้อย โรงพยาบาลรัฐฯ ในจีนนั้นจะหนาแน่นมากๆ แต่ว่า จีนกลับมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Internet ที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ Telemedicine จึงสามารถตอบโจทย์ได้ดี ขณะที่ประเทศอื่น อย่างเช่น สหรัฐฯ หรือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรฐานทางการแพทย์ที่เพียงพอมากกว่า ทำให้อัตราการใช้บริการ Telemedicine นั้นยังอยู่ในระดับต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Teladoc ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Telemedicine รายใหญ่สุดของสหรัฐฯ มีจำนวนการพบแพทย์ผ่าน platform ทั้งปี 2020 ที่ 10.6 ล้านครั้งเท่านั้น ถือว่ายังน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศของสหรัฐฯ
ปี 2020 นั้น บริษัทที่ทำธุรกิจ Telemedicine (รวมถึง platform ทาง internet ที่เกี่ยวข้องกับ Healthcare) สามารถสร้างการเติบโตของรายได้สูงมาก หลายบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้เกือบ 100% แต่ไม่ใช่เพียงเพราะผลของ COVID-19 เพียงอย่างเดียว เพราะก่อนหน้านั้น ในแต่ละปี รายได้ของบริษัทเหล่านี้ในระดับสูงมากกว่า 30% เนื่องด้วยความเป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มนิยมขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากความสะดวกแล้ว ต้นทุนการพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ยังต่ำกว่าการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
โดยในประเทศจีนนั้น การพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์เพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นนั้น แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย โดยบริษัทผู้ให้บริการหวังจะหารายได้จากการให้บริการเพิ่มเติมหลังจากนั้นมากกว่า หรือในสหรัฐฯ เอง ซึ่งบริษัทประกันสุขภาพจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล พบว่า การเข้าพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ช่วยให้เกิดการประหยัดเฉลี่ย 472 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อการพบแพทย์ 1 ครั้ง (ข้อมูลโดย Teladoc) และช่วยให้ต้นทุนการรักษาสำหรับผู้ป่วยเบาหวานลดลงได้ 1,908 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี (ข้อมูลโดย Livongo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Telemedicine สำหรับโรคเรื้อรัง) ซึ่ง platform telemedicine นั้น ลูกค้าสามารถทำการเช็คตารางเพื่อนัดหมายแพทย์ หากต้องมีการรักษาที่เพิ่มเติม รวมทั้งบางระบบ สามารถให้มียามาส่งถึงที่บ้านได้ภายในเวลาไม่นานด้วย นอกจากนี้ บริษัทบางแห่งที่มีฐานข้อมูลของลูกค้าจำนวนมากพอ ยังใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้มากขึ้น เรียกว่าทั้งสะดวก และประหยัดไปด้วย ทำให้คาดว่าธุรกิจนี้ ยังมีศักยภาพในการเติบโตของรายได้มากกว่า 25% ต่อปีไปอีก แม้จะเป็นช่วงหลัง COVID-19 แล้วก็ตาม
นอกจากประสิทธิภาพของ platform ให้บริการแล้ว ปัจจัยอื่นที่ผลต่อการขยายตัวของธุรกิจ Telemedicine ได้แก่ นโยบายสนับสนุนของภาครัฐด้วย ประเทศที่มีส่งเสริมอย่างชัดเจน ได้แก่ ประเทศจีน ที่ภาครัฐฯ ของจีน มีความพยายามจะสนับสนุนธุรกิจนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 โดยได้ให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้ารับบริการ telemedicine และการรับบริการ follow-up ของโรคเรื้อรัง บน platform ที่เข้าเกณฑ์ สามารถนำไปเบิกกับระบบ social health insurance (SHI) ได้ หรือการให้ใบสั่งยาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-prescription) สามารถใช้งานได้ เป็นต้น
โครงสร้างของประชากรก็มีส่วนสำคัญต่อความเป็นที่นิยมของ Telemedicine โดย ณ ตอนนี้ กลุ่มผู้ป่วยสำคัญที่รับการบริการทางการแพทย์ คือ กลุ่มคนที่มีอายุเกิน 50 ปีนั้น ซึ่งยังไม่ใช่กลุ่มที่คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์มากนัก ขณะที่กลุ่มผู้ใช้เทคโนโลยี คือ กลุ่มคนอายุน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประชากรที่คุ้นเคยกับการใช้ platform ออนไลน์ก็จะมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ก็มีส่วนสำคัญต่อการรักษาด้วย Telemedicine โดย ณ ตอนนี้ การให้คำปรึกษา ส่วนมากจะเป็นโรคที่ไม่ซับซ้อน เช่น โรคหวัด ภูมิแพ้ โรคผิวหนัง เป็นต้น แต่ในอนาคต เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบ Monitor น้ำตาลและการเต้นของหัวใจ (ตอนนี้ก็มีใช้กันแล้ว) หรือเทคโนโลยีที่ให้ผู้ป่วยสามารถตรวจวินิจฉัยด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือของโรงพยาบาลเหมือนในอดีต แม้กระทั่ง เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ช่วยให้การผ่าตัดหรือการทำแผลระยะทางไกล ทำได้แม่นยำขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่ต้องทำแผลหรือแต่งแผลภายนอกทุกวัน ก็ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันอีกต่อไป จะเห็นว่า การให้บริการ Telemedicine ยังมีอีกหลายด้านที่สามารถพัฒนาต่อยอดขึ้นไปได้อีก
ถึงแม้ธุรกิจ Telemedicine จะมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่นั่นก็หมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน โมเดลธุรกิจของผู้ให้บริการ Telemedicine ในต่างประเทศนั้นมีหลากหลาย โดยในจีนนั้น ไม่ว่าจะเป็น platform ที่เน้นให้ Medical consultation เป็นหลัก หรือ platform ที่เน้น Drug e-commerce เป็นหลัก แต่สุดท้าย ทุกบริษัทล้วนต้องการให้ platform ของตัวเองเป็น one-stop service ของการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Healthcare หรือในประเทศสหรัฐฯ ผู้ให้บริการ Telemedicine จะเน้นการทำตลาดผ่านบริษัทประกันสุขภาพหรือบริษัทผู้ว่าจ้าง และมีรายได้หลักคิดเป็นต่อหัวสมาชิกต่อปี แต่ยังไม่ได้มีบริการเสริมต่อยอดอื่นๆ มากนัก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังถือเป็นช่วงแรกของการเติบโตของธุรกิจ Telemedicine บริษัทส่วนใหญ่ในยังต้องมีค่าใช้จ่ายสูงเพื่อพัฒนา Platform และดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้งานมากขึ้น ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังมีอัตรากำไรไม่สูง (หรือยังขาดทุน) แต่ด้วยความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคต ธุรกิจเหล่านี้จึงถูกซื้อขายด้วย valuation สูง สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน จึงควรต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นรายบริษัท
สำหรับในไทย โรงพยาบาลหลายแห่งได้เริ่มนำเสนอบริการ Telemedicine มากขึ้น แต่ถือว่า ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องด้วยระบบสาธารณสุขของไทยนั้นมีความครอบคลุมที่ดี ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากด้วยต้นทุนไม่สูง อีกทั้งไทยก็ยังไม่ได้มีผู้เล่นที่มีมุ่งเน้นตลาด Telemedicine อย่างจริงจัง จึงเชื่อว่า ธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพในไทยน่าจะยังไม่ได้รับผลกระทบจาก Telemedicine ในระยะอันใกล้ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสที่น่าจับตา เพราะความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในทุกวันนี้สามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนครับ







