posttoday
45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่สิบ): การอ่านเรื่อง “สหรัฐอเมริกากับการรัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502” และการอ้างอิง !

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่สิบ): การอ่านเรื่อง “สหรัฐอเมริกากับการรัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502” และการอ้างอิง !

27 ธันวาคม 2564

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

**************

ใน “ตอนที่แปด” ผมได้ทิ้งคำถามไว้สองข้อ นั่นคือจริงหรือที่สหรัฐฯอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารอย่างที่นายด๊าก ฮัมมาร์เฮิลด์ (Dag Hammarskjöld) เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวกับนายเฮนรี่ คาบอท ลอดจ์ (Henry Cabot Lodge Jr.) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติโดยเทียบเคียงกับนวนิยายเรื่อง “the Quiet American” ของเกรแฮม กรีน (Graham Greene) นักเขียนชาวอังกฤษ ? และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติมีทีท่าหรือตอบโต้คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติอย่างไร ?

จะขอกล่าวถึงปฏิกิริยาของนายเฮนรี่ คาบอท ลอดจ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติต่อความเห็นของนายด๊าก ฮัมมาร์เฮิลด์ เลขาธิการสหประชาชาติก่อน

จากรายงานที่นายนายเฮนรี่ คาบอท ลอดจ์ส่งโทรเลขไปยังกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ คือ เขาได้แจ้งแก่นายฮัมมาร์เฮิลด์ว่า ไม่มี “the Quiet Americans” ในลาว นั่นคือ ไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯที่กำลังทำการสนับสนุนให้เกิดรัฐประหารในลาว เหมือนอย่างในนวนิยายเรื่อง the Quiet American เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่เข้าไปปฏิบัติการลับ ซึ่งรวมถึงการทำรัฐประหารในเวียดนาม

ข้อความข้างต้นนี้ ผมได้จากหนังสือ Before The Quagmire: American Intervention in Laos 1954-1961 ของ William J. Rust และ Rust ได้เขียนข้อความต่อจากที่เขาได้กล่าวถึงรายงานที่นายลอดจ์ส่งกลับไปยังกระทรวงการต่างประเทศว่า “ไม่มี the Quiet Americans ในลาว” ว่า “the falsehood was of sufficient size that an unidentified State Department official placed two exclamation points by the comment in the telegram.” ซึ่งแปลความตรงๆได้ว่า “ความอันเป็นเท็จนี้มากเพียงพอที่เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศคนหนึ่งที่ไม่ระบุว่าใคร ได้ใส่ เครื่องหมายตกใจสองอันต่อข้อความในโทรเลข”

ทีนี้ การที่เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศคนนั้นใส่เครื่องหมายตกใจถึงสองอันนั้นหมายถึงอะไร ?

หนึ่ง เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องการแสดงความรู้สึกตกใจและแปลกใจกับความเห็นของนายลอดจ์ที่ว่า ไม่มี the Quiet Americans ในลาว และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯในลาวจะไม่ทำอะไรอย่าง the Quiet American ในนวนิยายที่เข้าไปสนับสนุนการทำรัฐประหาร

สอง เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องการแสดงความรู้สึกตกใจและแปลกใจกับความเห็นของนายฮัมมาร์เฮิลด์ที่เชื่อว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯในลาวกำลังมีบทบาทเหมือน the Quiet American ในนวนิยาย

ข้อมูลเรื่องเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศใส่เครื่องหมายตกใจสองอันนี้ Rust ได้มาจากรายงานที่เป็นโทรเลขที่นายลอดจ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติส่งไปถึงกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ในแฟ้มของ องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ (The National Archives and Records Administration/NARA) NARA ถือเป็นหน่วยงานอิระของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำหน้าที่เก็บรักษาและจัดระบบเอกสารของรัฐบาลและบันทึกเอกสารประวัติศาสตร์ โดยมีที่ทำการอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่สิบ): การอ่านเรื่อง “สหรัฐอเมริกากับการรัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502” และการอ้างอิง !

                                                       องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ

รายงานโทรเลขฉบับดังกล่าวของลอดจ์ถูกจัดไว้ภายใต้รหัส RG59, SEA, entry 3121 ซึ่งเป็นเอกสารที่ทาง NARA ยังไม่เปิดให้เข้าถึงได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เนท ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะอ่านรายงานฉบับนี้โดยสมบูรณ์ จึงจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติที่วอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยตัวเอง หรือไหว้วานให้ใครเข้าไปขอดู

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่สามารถเห็นข้อความทั้งหมดที่ Rust สรุปมาเขียนไว้ในหนังสือของเขาได้ เพราะถ้าผมต้องการเห็นข้อความทั้งหมดนี้ ผมจะต้องเดินทางไปวอชิงตัน ดี.ซี. หรือไหว้วานให้ใครไปค้นและถ่ายรูปเอกสารฉบับนั้นส่งมาให้ผม

ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เรา (ผมและคนอ่าน) จะรู้ได้อย่างไรว่า

หนึ่ง Rust สรุปความมาได้ถูกต้องไหม ?

สอง เป็นได้ไหมว่า Rust อาจบิดเบือน ?

ข้อหนึ่งและข้อสองนี้ต่างกันอย่างไร ?

ข้อหนึ่ง Rust ไม่ได้ตั้งใจบิดเบือน แต่จากการที่เขาต้องสรุปความจากโทรเลขทั้งฉบับ เพื่อมาเขียนสรุปเป็นข้อความสั้นๆในสาระสำคัญที่เขาต้องการนำเสนอแก่ผู้อ่านอันเกี่ยวกับการจะเกิดรัฐประหารในลาวโดยมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุน เขาอาจจะสรุปความมาได้ไม่ถูกต้อง

ส่วนข้อสอง เขาตั้งใจจะบิดเบือน โดยถือโอกาสจากการที่ข้อมูลนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เนท แต่จะต้องไปค้นด้วยตัวเอง ปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาที่สื่อความหมายที่ไม่ตรงกับรายงานฉบับนั้น

แต่กระนั้น ในเบื้องต้น การที่จะไปฟันธงว่า Rust ตั้งใจบิดเบือนเลยนั้น ก็จะส่งผลให้คนอ่านจะต้องคิดกับผู้แต่งหรือผู้เขียนคนอื่นๆทุกคนที่ใช้อ้างอิงในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ สงสัยการใช้อ้างอิงที่ตรวจสอบไม่ได้โดยง่าย ! ดังนั้น ก่อนที่จะพากันกังวลใจขี้สงสัยจนประสาทรับประทานว่า ผู้เขียนจะบิดเบือนหรือไม่นั้น สิ่งที่จะช่วยให้หลักประกันแก่ผู้อ่านได้คลายความกังวลก็คือ

หนึ่ง ประวัติตัวผู้เขียน สอง สำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือ

ถ้าผู้เขียนบังเอิญไม่เป็นที่รู้จัก อันนี้ ผู้อ่านก็มีความชอบธรรมที่จะตั้งข้อสงสัยได้ กระนั้น การที่ผู้เขียนยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่หากสำนักพิมพ์เป็นสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือ ผู้อ่านก็อาจจะคลายข้อสงสัยไปได้บ้าง เพราะสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงย่อมจะเป็นหลักประกันในการคัดกรองผู้เขียนและต้นฉบับได้มากพอสมควร และยามที่สำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือของใคร

จะสังเกตได้ว่า สำนักพิมพ์จะใส่ประวัติ ของผู้เขียนไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือ เช่น ปกหลังด้านนอก หรือปกหน้าด้านใน ฯ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความน่าเชื่อถือของผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นคุณวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน หนังสือที่เคยตีพิมพ์มาก่อนหน้า หรือถ้าได้รับรางวัลอะไรมาก่อน ก็จะถูกนำมาใส่ไว้ให้ผู้อ่านมั่นใจในความถูกต้องแม่นยำและวิสัยทัศน์หรือปัญญาของผู้เขียน แต่ถ้าผู้เขียนเป็นผู้มีชื่อเสียงก้องโลกเรียบร้อยไปแล้ว บางที ก็อาจไม่ต้องใส่ข้อมูลอะไรเลยก็ได้ พูดง่ายๆว่า แค่เห็นชื่อ ก็ขายได้แล้ว

ในกรณีหนังสือ Before The Quagmire: American Intervention in Laos 1954-1961 ของ William J. Rust พบว่า สำนักพิมพ์คือ สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ สหรัฐอเมริกา ในแง่หนึ่ง ก็น่าเชื่อถือ เพราะเป็นสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ส่วน William J. Rust นั้น มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาดังนี้คือ Rust เป็นอดีตผุ้สื่อข่าวและที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร และเป็นผู้แต่งหนังสือ Kennedy in Vietnam: American Vietnam Policy, 1960–1963 และ Eisenhower & Combodia: Diplomacy Covert Action and the Origins of the Second Indochina War

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่สิบ): การอ่านเรื่อง “สหรัฐอเมริกากับการรัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502” และการอ้างอิง !

แต่ผมมีเหตุผลที่จะไว้วางใจ Rust ว่าเขาไม่น่าจะกล้าบิดเบือน ! เพราะหนังสือนี้เขียนและเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ และแน่นอนว่า มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยที่ลูกค้าหรือผู้ซื้อหนังสือของเขาจำนวนหนึ่งจะเป็นคนที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เช่น นักวิชาการ นักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้สื่อข่าว ข้าราชการ ที่สนใจบทบาทของสหรัฐฯในลาวหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหากคนเหล่านี้เกิดข้อสงสัยต่อข้อมูลที่ Rust อ้างอิงจาก NARA สิ่งที่คนเหล่านี้จะตรวจสอบ ก็ง่ายนิดเดียว คือ เดิน (เดินจริงๆ !) หรือนั่งรถไปที่ “องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ” และขอดูเอกสารรายงานฉบันนั้นด้วยตัวเอง

ถ้าเกิดพบการบิดเบือน บอกได้คำเดียวว่า Rust จบเห่แน่นอน รวมทั้งสำนักพิมพ์ที่รับตีพิมพ์หนังสือของ Rust ด้วย หรือแม้ว่าไม่บิดเบือน แต่เป็นความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ทั้ง Rust และสำนักพิมพ์ก็จะเสียหาย สูญเสียความน่าเชื่อถือไปด้วยทันที

ดังนั้น ในแง่นี้ ภายใต้บริบทสังคมอเมริกัน Rust และสำนักพิมพ์จึงจะต้องเข้มงวดและเคร่งครัดกับการเขียนและการใช้ข้อมูลอ้างอิงอย่างตรงไปตรงมาและถูกต้องแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กระนั้น ก็ไม่ได้ห้ามคนอ่านในวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ขี้สงสัยในข้อความดังกล่าวของ Rust เดินทางไป NARA อยู่ดี และก็อาจเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการ “โป๊ะแตก” พบการบิดเบือนหรือข้อผิดพลาด (แต่ผมเชื่อว่าน่าจะไม่มีหรือมีก็น่าจะน้อยมากๆ)

ทีนี้ เราลองมาคิดถึงกรณีการเขียนวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยวิชาการเกี่ยวกับการเมืองไทยแต่เขียนเป็นภาษาไทย ที่ใช้ข้อมูลจาก NARA กันดู

สมมุติว่า มีนักวิจัยหรือนักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่ง ได้รับทุนให้เดินทางไปค้นข้อมูลรายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯหรือของอังกฤษเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยของตน และสมมุติว่า เขาไปที่ NARA ที่วอชิงตัน ดี.ซี. หรือไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติของอังกฤษ (Public Record Office) และค้นข้อมูลที่คนไทยโดยทั่วไปยากที่จะเดินทางมาตรวจสอบได้

อีกทั้งคนอ่านที่ไม่รู้ภาษาไทยที่อยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. และในอังกฤษก็ไม่มีทางที่จะสงสัยอะไรในการใช้ข้อมูลอ้างอิงของเขาได้ เพราะอ่านภาษาไทยไม่ออกและหากนักวิจัยผู้นั้นเกิดบิดเบือนข้อมูลอ้างอิงเพื่อให้งานของเขามีความโดดเด่นพิเศษกว่างานที่เคยเขียนประเด็นเดียวกันมาก่อนหน้านี้ หรือบิดเบือนเพื่อวัตถุประสงค์ในการโจมตีใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ก็คงยากที่จะพิสูจน์หรือตรวจสอบได้

คำถามต่อมาก็คือ งานวิจัยดังกล่าวนั้น ต้องผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการหรือผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่ ? แน่นอนว่า ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย จะต้องมีคณะกรรมการวิทยานิพนธ์ อันประกอบไปด้วย ประธานคณะกรรมการ กรรมการที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์ (ซึ่งจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่ทำวิทยานิพนธ์) และกรรมการท่านอื่นๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือรู้เรื่องหัวข้อวิทยานิพนธ์นั้นในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น อาจไม่รู้เรื่องหัวข้อนั้นๆโดยตรง แต่มีความชำนาญด้านระเบียบวิธีวิจัย หรือทฤษฎีที่จะใช้ เป็นต้น

และสมมุติว่า งานวิจัยดังกล่าวผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการที่ว่านี้ไปแล้ว และผ่านการอนุมัติโดยสภามหาวิทยาลัย งานวิจัยชิ้นนั้นก็ย่อมต้องมีความน่าเชื่อถือมากพอสมควร หรือถ้าจะใช้สำนวนของ Rust ข้างต้นแต่กลับกันก็คือ “Truth/Correctness of sufficient size” นั่นคือ มีความถูกต้องเป็นจริงที่เพียงพอ !

และยิ่งวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นผ่านการประเมินในระดับ “ดีมาก” และได้รับการติพิมพ์จากสำนักพิมพ์ที่เป็นที่รู้จักอีกทอดด้วยแล้ว ก็ยากที่ผู้อ่านชาวไทยจะไม่เชื่อในสิ่งที่ปรากฏเป็นตัวอักษรในวิทยานิพนธ์หรือหนังสือเล่มนั้น และกลับกัน หากนักวิจัยที่ว่านี้ เขียนบทความของตนในภาษาอังกฤษ แต่บิดเบือนการใช้ข้อมูลอ้างอิงภาษาไทย ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ไม่ปรากฏในอินเตอร์เนท แต่ต้องเดินทางมาประเทศไทยเพื่อค้นหาข้อมูลอ้างอิงนั้นด้วยตัวเอง และต้องอ่านภาษาไทยออกด้วย ผู้อ่านชาวต่างชาติก็ยากที่จะตรวจสอบได้

และยิ่งถ้ามีสำนักพิมพ์นานาชาติที่มีชื่อเสียงตีพิมพ์ด้วยแล้ว และในหนังสือที่ตีพิมพ์บทความของนักวิจัยผู้นั้น ยังมีบทความของนักเขียนคนอื่นๆที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในต่างประเทศด้วยแล้ว คนอ่านก็ย่อมจะยากที่จะสงสัย หากจะถามว่า ทำไมสำนักพิมพ์นานาชาติที่มีชื่อเสียงนั้นถึงรับตีพิมพ์บทความของนักวิจัยที่เพิ่งจบปริญญาเอกผู้นั้น (ที่บิดเบือน) คำตอบที่เป็นไปได้ก็คือ

หนึ่ง ก็เพราะนักวิจัยผู้นั้นส่งหลักฐานที่วิทยานิพนธ์เขาได้รับการประเมินในระดับ “ดีมาก” ให้สำนักพิมพ์ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ

สอง จะต้องมี “นักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการนั้นๆและเป็นที่รู้จักของสำนักพิมพ์นั้น” เขียนหนังสือรับรองและสนับสนุนให้มีการตีพิมพ์บทความดังกล่าว

เรื่องราวมันก็เป็นเช่นนี้ครับ

ฉะนั้น หากมีนักวิชาการไทยคนใดเรียกร้องว่า มหาวิทยาลัยควรจะใส่ใจพัฒนาวิชาการและการวิจัยให้กลายเป็น “สำนักคิดที่มีความเป็นตัวของตัวเอง” หรือ “พัฒนาการค้นพบหรือสร้างทฤษฎีอะไรใหม่ๆ” …….. ผมว่า back to basic ก่อนเถิด

นั่นคือ เราควรจะหาทางทำอย่างไรให้เกิดการทำงานวิจัยด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อวงการวิชาการและสังคมให้ได้เสียก่อน จะดีกว่าไหมครับ ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท