posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (12)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (12)

25 ธันวาคม 2564

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*************

พระมหากษัตริย์คือมงคลแห่งชีวิตและเป็นแก่นสารของการปกครองบ้านเมือง

ในตอนที่ผมทำงานอยู่กับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ นอกจากบ้านในซอยสวนพลูที่เป็นที่อยู่หลักของท่านแล้ว ท่านยังมีบ้านที่ดอยขุนตาน ที่ซื้อมาจากมิชชันนารีอเมริกัน ในช่วงที่ท่านไปเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ที่ลำปางก่อนสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ชอบขึ้นไปอยู่ในช่วงหน้าหนาว ต่อมาใน พ.ศ. 2524ท่านก็มีบ้านสไตล์สวิสชาเล่ต์ที่ริมแม่น้ำปิงในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเอาไว้ปลูกผักและดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งก็ได้ขึ้นไปพักปีละหลาย ๆ ครั้ง จนปี 2536 ก็ไม่ได้ขึ้นไปอีก เพราะท่านต้องเข้าไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2538

ในห้องนอนที่บ้านทั้ง 3 หลังนี้ ผมได้เห็นสิ่งหนึ่งที่ตั้งบนหัวนอนของท่าน เป็นรูปบุคคลพระองค์เดียวกัน คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยที่บ้านสวนพลูจะเป็นพระฉายาลักษณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ฉายคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งทั้งสองพระองค์อยู่ในฉลองพระองค์ลำลองขณะประทับอยู่ในสวนที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ส่วนที่บ้านบนดอยขุนตาน เป็นพระฉายาลักษณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่9 อยู่ในฉลองพระองค์ชุดทหาร ประทับยืนอยู่ในพลับพลารับเสด็จบนบ้านพักดอยขุนตาน และมีท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั่งพับเพียบที่พื้นข้างล่าง พร้อมกับกอดพระชงฆ์ของในหลวงเอาไว้

ในพระหัตถ์ของพระองค์ท่านทรงวิทยุสื่อสาร อันเป็นภาพที่ทุกคนคุ้นเคยในเวลาที่พระองค์ท่านเสด็จแปรพระราชฐานไปทรงงานตามจังหวัดต่าง ๆ และที่บ้านเชียงใหม่เป็นรูปที่ท่านให้ทำก้อปปี้มาจากปกนิตยสารไทม์ส เป็นภาพพระพักตร์เอียงข้างเต็มหน้าปก และมีคำบรรยายตัวโต ๆ ข้างล่างว่า “The Working King”

หลายคนอาจจะคิดว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คงจะตั้งพระฉายาลักษณ์ไว้เพียงแค่กราบไหว้ เพื่อความสุขความสบายใจ หรือแสดงความเคารพเทิดทูนต่อพระมหากษัตริย์นี้เท่านั้น แต่ความจริงกับมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะท่านเคยอธิบายให้ฟังว่า ท่านนั้น “รัก” พระเจ้าอยู่หัว เป็นความรักด้วยหัวจิตหัวใจ รักเพราะรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวรักท่านและคนไทยทุกคน พระเจ้าอยู่หัวจึงไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่เราเคารพเทิดทูน

แต่เป็นสิ่งที่นำสิ่งดี ๆ มาสู่คนไทยทุกคน พระเจ้าอยู่หัวจึงเปรียบได้กับ “ศิริมงคลแห่งชีวิต” คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ในดีงาม และนำทุกคนไปสู่ความดีงามนั้น พระเจ้าอยู่หัวจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ประมุขหรือสิ่งที่ควรสักการะบูชาของคนในชาติ แต่เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติควรยึดเหนี่ยวเป็นเครื่องชี้นำในชีวิต คือชีวิตที่ต้องทำดี ไม่เฉพาะแก่ตัวเรา แต่ต้องเพื่อคนอื่นและส่วนรวมนั้นด้วย

ในปลายปี 2530ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องเดินทางไปผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจที่สหรัฐอเมริกา แต่แรกท่านก็ไม่อยากไปเท่าไหร่นัก เพราะเป็นกังวลว่าไปแล้วอาจจะไม่ได้กลับมา ตอนนั้นผมเพิ่งสอบโอนจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้สัก 3-4 เดือน ท่านก็ขอให้ผมลาราชการติดตามท่านไปที่สหรัฐอมริกาในครั้งนั้นด้วย พร้อมกับมีหมอผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากโรงพยาบาลสมิติเวช ที่ท่านรักษาตัวอยู่นั้นเดินทางไปส่งท่านด้วย แต่ท่านก็ยังดูกังวลมาก ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งท่านบอกผมว่าท่านจะเข้าไปที่พระตำหนักสวนจิตรฯ เพราะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลลาไปรักษาตัว ซึ่งผมก็ได้ตามท่านไปที่พระตำหนักสวนจิตรฯนั้นด้วย แต่ผมนั้นรออยู่ภายนอกบริเวณโถงด้านหน้าพระตำหนักที่ประทับ ส่วนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เข้าเฝ้ายังด้านใน ที่ภายหลังก็มีภาพพระราชทานเหตุการณ์เข้าเฝ้าในวันนั้นส่งมาให้ที่บ้านสวนพลู เป็นภาพที่พระเจ้าอยู่หัวประทับบนพระเก้าอี้ มีท่านอาจารย์คึกฤทธิ์หมอบกราบอยู่แทบพระบาท

ในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวทรงเอาพระหัตถ์แตะที่ศีรษะของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้บอกคนที่ได้เห็นรูปนี้ว่า บ่ายวันนั้นที่ท่านได้รับ “พระราชทานชีวิต” จากพรเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชดำรัสที่ให้กับท่านว่า “ขอให้สบายดีกลับมา” และนั่นคือ “สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต” ที่ท่านเคยได้รับในชีวิตของท่าน

อีกไม่กี่วันต่อมาท่านก็ขึ้นเครื่องบินของการบินไทยไปยังลอสแองเจลิสด้วยความสุขสบายใจ ระหว่างท่านเครื่องบินได้แวะที่สนามบินนาริตะ ท่านยังได้สั่งซาชิมิมารับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทางสดชื่นแจ่มใส แตกต่างจากก่อนหน้าวันที่ได้เข้าเฝ้านั้น

จนเมื่อเข้ารับการผ่าตัดที่แสนน่ากลัวทรมาน (ผมเองอยู่ในบรรยากาศนั้นโดยตลอดก็ยังเข่าอ่อนเป็นลม เมื่อได้เห็นแผลผ่าตัดที่หน้าอกของท่าน) ก็ดูเหมือนว่าท่านจะมีความเข้มแข็งเป็นพิเศษ โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็แข็งแรงพอที่จะออกมาพักฟื้นที่พระตำหนักของพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ชานเมืองลอสแองเจลิส ที่มีพระกรุณาประทานให้พักต่อ และเพียงแค่ 10 กว่าวัน ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว คือสามารถนั่งรถไปรับประทานอาหารนอกที่พักได้ นับเป็นสิ่งมหัศจรรรย์สำหรับผู้สูงอายุในวัย 76 ปีอย่างท่าน ซึ่งพอมาถึงเมืองไทยท่านก็ให้คนไปแจ้งกับท่านราชเลขานุการ เพื่อกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า ท่านได้ทำตามพระบรมราชโองการ คือ “ให้สบายดีกลับมา” นั้นแล้ว

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ในหลวงพระองค์นี้เป็นกษัตริย์ที่ “ทรงงานหนัก” เพราะต้องทรงครองราชย์ในยุคสมัยที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ทั้งภายในและภายนอกประเทศต่างก็มีปัญหามาก คือในประเทศก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นประชาธิปไตยได้ไม่นาน สถานะของพระมหากษัตริย์ก็อ่อนแอตกอยู่ในภยันตราย ทั้งราษฎรมีปัญหาความยากจน ระบบราชการปฏิบัติไม่ดีกับประชาชน เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ แบ่งแยกประชาชน

ส่วนนอกประเทศก็มีสงครามเย็นระหว่างฝ่ายโลกประชาธิปไตยกับฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ และประเทศไทยก็อยู่ภายใต้สงครามที่ซับซ้อนนั้น รวมถึงการที่ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ล้าหลังด้อยพัฒนา ทำให้ถูกมองอย่างไม่มีศักดิ์ศรีในสายตาของนานาชาติ

ซึ่งทั้งหมดนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาไม่นานนัก โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีมุมมองในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ โดยความย่อ ๆ ก็คือเป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับกองทัพ ซึ่งที่สุดก็มีผลงานที่ก้าวหน้าเกินกว่าที่นักการเมืองและระบบราชการอื่นได้กระทำ อันทำให้ทั้งสองสถาบันนี้ยังเป็นเป็นสถาบันหลักในทางการเมืองการปกครองของไทยมาถึงปัจจุบัน (โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยลงไปในเร็ววันนี้) แต่เนื่องจากว่ามีรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่มาก และเกรงว่าจะเป็นเรื่องของวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์จนมากเกินไป จึงจะขอเอาไว้มานำเสนอในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

ตอนนี้เอาแต่เพียงว่า ประเทศไทยคงขาดพระมหากษัตริย์และทหารนี้ไม่ได้ และระบอบนี้จะยังเป็นหลักของประเทศ ตราบใดที่นักการเมืองและข้าราชการส่วนใหญ่ยังทำงานไม่เข้าตาประชาชน

******************************

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท