posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (11)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (11)

18 ธันวาคม 2564

โดย....ทวี สุรฤทธิกุล

*****************

เพียงแค่ประชาสัมพันธ์ปลูกฝังนั้นเป็นไปได้ยาก ตอนที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 สถาบันที่ถูกกระทบมากที่สุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าใครได้อ่านแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎร ที่อ่านประกาศหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า จะทราบว่าคณะราษฎรได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมากต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งคนที่ร่างแถลงการณ์นี้ต้องมีความเกลียดชังพระมหากษัตริย์อย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะมีเจตนาที่จะให้เห็นความ “ชั่วร้าย” ของพระมหากษัตริย์ เพื่อที่จะให้ประชาชนเกลียดชังพระมหากษัตริย์และเห็นดีเห็นงามกับการกระทำ”ของคณะราษฎรในครั้งนั้น โดยมีประโยคหนึ่งในตอนท้ายของแถลงการณ์บอกว่า “หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า ศรีอาริยะ นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า” ซึ่งก็คือการโฆษณาชวนเชื่ออย่างร้ายกาจนั่นเอง เพราะสุดท้ายคณะราษฎรก็ไม่สามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามแบบ “ศรีอาริยะ” อย่างที่โอ้อวดไว้นั้นได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ให้หมดพลังไปจากสังคมไทยได้อย่างที่มุ่งหวัง

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พูดถึง “พลังรักพระมหากษัตริย์” ของคนไทยไว้ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง พอผู้สัมภาษณ์ถามถึงเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ว่าเขียนขึ้นมาเพื่อเชิดชูพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ท่านตอบว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ความมุ่งหวังของท่านในตอนที่เขียนแรก ๆ เพราะในตอนที่เริ่มต้นเขียนเรื่องสี่แผ่นดิน ท่านนึกถึงแต่เรื่องของชาววัง ที่ท่านเคยได้สัมผัสและมีความประทับใจอย่างมากมาแต่เด็ก ๆ เพราะแม่ของท่านเป็นชาววัง ท่านต้องการเพียงแค่จะอธิบายชีวิตที่น่าสนใจของชาววังอย่างนั้น จึงเริ่มเรื่องด้วยชีวิตของแม่พลอยตั้งแต่เด็ก ๆ จนเข้าไปอยู่ในวัง และได้เห็น “ชีวิตชีวา” ต่าง ๆ ภายในเขตพระราชฐานชั้นในเหล่านั้น เช่น พวกเขากินอะไรกัน นุ่งห่มผ้าสีต่าง ๆ อย่างไร และเจรจาพูดคุยมีสำบัดสำนวนและอารมณ์ขันอย่างไร เป็นต้น แต่พอเขียนเชื่อมโยงไปถึงเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ก็ทำให้ได้รับทราบจากผู้อ่านที่เขียนจดหมายมายังโรงพิมพ์เป็นจำนวนมากทุกวันว่า คนไทยยังรักพระมหากษัตริย์อยู่เป็นจำนวนมาก และเมื่อดูจากยอดจำหน่ายของหนังสือพิมพ์สยามรัฐในตอนนั้น ที่ต้องพิมพ์เพิ่มเป็นจำนวนมากขึ้นในแต่ละวันนั้นด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงพลังของคนไทยในความยึดมั่นด้วยรักและศรัทธาต่อพระมหากษัตริย์ได้อย่างชัดเจน

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ลองมานึกย้อนไปว่ามันเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทยตอนนั้น ท่านก็พบว่าตอนนั้นมีกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ มาเป็นแรงกระตุ้น ความจริงแล้วถ้ามองย้อนออกไปอีกตั้งแต่ตอนที่ได้รัฐบาลได้อัญเชิญรัชกาลที่ 8 ที่ยังทรงพระเยาว์และยังทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ให้กลับมาขึ้นครองราชย์ คนไทยก็ไปเฝ้ารับเสด็จที่ท่าเรือคลองเตยจนแน่นท่าเรือ แม้แต่ในตอนที่ต้องกลับไปทรงศึกษาต่อ ก็มีประชาชนไปส่งเสด็จเป็นจำนวนมากเช่นกัน จนเมื่อถึงวันสวรรคต ในวันที่ 9 มิถุนายน 2490 บรรยากาศก็เงียบงันโศกเศร้าไปทั้งประเทศ (ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ก็ให้แม่พลอยสิ้นลมหายใจในเย็นวันที่ 9 นั้น คือพอแม่ช้อยซึ่งเป็นเพื่อนชาววังออกมาบอกข่าวว่า “ในหลวงสวรรคต” ในตอนบ่าย แล้วแม่ช้อยขอตัวกลับไป บอกว่าจะต้องไปตระเตรียมเรื่องพระบรมศพ จากนั้นแม่พลอยก็อ่อนแรงลง พยุงตัวไปนั่งที่ศาลาริมคลองหลังบ้าน แล้วก็สิ้นลมไปในตอนเย็นวันนั้น)

หนังสือพิมพ์สยามรัฐตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2493 ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปในตอนต้นปีนั้น ช่วงเวลาก็มาสัมพันธ์กันโดยที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า อาจจะเป็นเรื่องของ “ความถวิลหวัง” ที่คนมักนึกถึงอดีตอันรื่นรมย์ เหมือนกับที่คนไทยในยุคนั้นกำลังคิดถึงการมีชีวิตอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ และมีความสงบสุขร่มเย็นเรื่อยมา อย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “The good old days.” หรือที่ภาษาเพลงเรียกว่า “วันหวานยังหวานอยู่” นั่นเอง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าถึงวันที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์ ว่าก็มีบรรยากาศที่คึกคักมากเป็นอย่างยิ่ง คงเป็นด้วย “ความถวิลหวัง” ที่คนไทยได้ตั้งใจรอคอยเสมอมานั่นเอง จนเมื่อพระองค์ท่านต้องกลับไปศึกษาต่อ คนไทยก็ไปส่งเสด็จอย่างเนืองแน่น อันเป็นที่มาของเสียงร่ำร้องของคนไทยว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน”

จนเมื่อสำเร็จการศึกษาและกลับมาเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 รัฐบาลก็ได้จัดพระราชพิธีนั้นอย่างยิ่งใหญ่ สมกับที่คนไทยทั้งชาติรอคอย และเป็นการประกาศให้เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีความสำคัญต่อคนไทยและประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ที่แม้แต่อดีตผู้นำของคณะราษฎรอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เคยร่วมในการประณามพระมหากษัตริย์ ยังต้องเปลี่ยนท่าทีมาส่งเสริมพระราชฐานะให้สูงส่งดังเดิม (เนื้อความที่เกี่ยวกับรัชกาลที่ 8 และ 9 ในช่วงนี้ มีกล่าวไว้อย่างละเอียดในหนังสือชื่อ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” ของ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย ในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เรียบเรียงไว้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเบื้องลึกเบื้องหลังของทั้งสองรัชกาล ที่ต้องฝ่าฝันภัยอันตรายต่าง ๆ ทางการเมืองในยุคนั้น) นักประวัติศาสตร์บางสำนักกล่าวว่า การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 9 เป็นการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง เป็นยุคของพระมหากษัตริย์ที่ “ทรงงาน” คือทำงานหนักให้เป็นแบบอย่างแก่รัฐบาลและข้าราชการในการบริหารประเทศ สอดคล้องกับข้อวิเคราะห์ของนักรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง ที่ค้นพบว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้พัฒนาขึ้นเป็น “สถาบันหลัก” ทางการเมืองการปกครองอีกสถาบันหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะ “เหนือกว่า” สถาบันหลักทางการเมืองการปกครองอื่น โดยเฉพาะต่อระบบราชการ ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริไปสานต่อ รวมถึงการดูแลประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ตามแนวพระราชปณิธานของพระองค์นั้นด้วย อย่างเช่น ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนและความแห้งแล้ง ที่สามารถแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์และความไม่เสมอภาคในสังคมได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น ถึงขั้นที่คนไทยเรียกพระองค์ท่านว่า “พ่อ” เรียกพระราชชนนีของท่านว่า “สมเด็จย่า” และสมเด็จพระราชินีนาถว่า “แม่” (ตรงนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยพูดขำ ๆ กับคนใกล้ชิดว่า “ประเทศไทยนี้ทุกคนเป็นเจ้าฟ้ากันไปหมดแล้ว” คือเป็น “ลูก” ของพระเจ้าอยู่หัวกันทุกคนเลย - ฮาๆๆ) อันพร้อมที่จะพัฒนาควบคู่ไปกับสังคมไทยในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในทางการเมือง ที่ต้องทรงเป็นพระประมุขของชาติที่ใช้การปกครองแบบประชาธิปไตย มีคนบอกว่าบ้านเมืองนี้ต้องปกครองโดยทหาร เพราะทหารเป็นแกนหลักของประเทศไทย แต่ถ้ามองด้วย “ทฤษฎีใหม่” ที่ว่ามาข้างต้นนี้ เราอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดและมองการเมืองไทยเสียใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดจาก “ความไม่เอาไหน” ของนักเลือกตั้งในระบอบประชาธิไตยของไทยนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท