posttoday
45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่เก้า): The Quiet American กับ รัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่เก้า): The Quiet American กับ รัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502

13 ธันวาคม 2564

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

****************

หลังจากลาวได้เอกราชในปี พ.ศ. 2492 ได้เกิดรัฐประหารขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2502 ก่อนหน้ารัฐประหารหลายเดือน หลังจากที่นายด๊าก ฮัมมาร์เฮิลด์ (Dag Hammarskjöld) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้เยือนลาวในช่วงต้นปี เขาได้แสดงความวิตกกังวลกับนายเฮนรี่ คาบอท ลอดจ์ (Henry Cabot Lodge Jr.) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติว่า เจ้าหน้าที่ทางการทหารและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯในลาวกำลังทำการสนับสนุนให้มีการทำรัฐประหารขึ้นในลาว โดยฮัมมาร์เฮิลด์ได้เทียบเคียงสถานการณ์ในลาวกับนวนิยายอันโด่งดังเรื่อง “The Quiet American” ของเกรแฮม กรีน (Greham Greene) นักเขียนชาวอังกฤษ ที่เผยแพร่มาได้สี่ปีก่อนหน้านั้น นั่นคือ ในปี พ.ศ. 2498 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของเวียดนาม

ในท้องเรื่องของนวนิยาย กรีนให้ ฟาวเลอร์ นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษที่ประจำอยู่ที่เวียดนามเป็นผู้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ตัวละครในเรื่องที่เกรแฮม กรีนวางให้เป็น “the Quiet American” คือ สายลับซีไอเอที่ส่งมาประจำการในเวียดนามที่ชื่อว่าอัลเดน ไพล์ (Alden Pyle) เพราะกรีนได้สร้างบุคลิกภาพของไพล์ให้เเป็คนพูดจาด้วยเสียงที่เบาและนุ่มนวล ขณะเดียวกัน กรีนได้วางบุคลิกภาพของไพล์ให้เป็นคนที่มีความตรงไปตรงมาทั้งการพูดและการกระทำ ไม่อ้อมค้อม และประชดไม่เป็น และเป็นคนที่จริงใจในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกับคนอื่น จนทำให้ไพล์เป็นคนที่ดูเป็นทางการเกินไป หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นคนตรงไม่มีเล่ห์เหลี่ยม นอกจากนี้ กรีนยังให้เขาเป็นคนอุดมคติและมองโลกในแง่ดี และจากการที่เขาคิดแต่ในสิ่งที่ดีที่สุดต่อผู้คน ทำให้บ่อยครั้ง เขากลายเป็นคนเชื่ออะไรง่ายและไม่ค่อยจะเท่าทันกับคำประชดเสียดสี

ฟังดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นซีไอเอได้เลย ! แต่อย่างว่า คนที่ดูไม่เป็นซีไอเอนั่นแหละที่เหมาะสมจะเป็นซีไอเอ ไม่ใช่หรือ ?

จริงๆแล้ว ซีไอเอมีหลายประเภท ใช่ว่าเจ้าหน้าที่ซีไอเอจะต้องเป็นจารชนลึกลับเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและมีความสามารถในการใช้อาวุธและศิลปะป้องกันตัว และเป็นเสือผู้หญิงเหมือนที่พบเห็นได้ประจำตามภาพยนตร์ ซีไอเอมีทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดาๆอย่างไพล์ด้วย ที่ถูกส่งมาให้เป็นทำหน้าที่ประสานงานเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเวียดนาม และรายงานกลับไปที่ต้นสังกัด

กรีนให้ไพล์มีอายุ 32 และจบปริญญาตรีทางทฤษฎีการเมืองและสังคมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และในขณะที่เขาเรียนที่ฮาร์วาร์ด แม้ว่าเขาจะเป็นนักศึกษาที่ขยันกระตือรือร้น แต่เขาก็เป็นคนที่เชื่ออะไรง่าย

ซึ่งในความเห็นของผม ในฐานะที่เรียนมาทางทฤษฎีการเมืองหรือปรัชญาการเมืองจากมหาวิทยาลัยตะวันตก การเป็นนักศึกษาที่ขยันและกระตือรือร้นถือเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักศึกษาในทุกสาขาวิชา แต่ถ้าเรียนในทางทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองแล้ว การเป็นคนหัวอ่อนเชื่ออะไรง่ายอย่างที่กรีนให้ไพล์มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะดีนัก เพราะการเรียนทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองนั้น นักศึกษาไม่ควรหัวอ่อนเชื่ออะไรง่าย แต่ควรจะมีคุณสมบัติที่ขี้สงสัย ชอบตั้งคำถาม พูดง่ายๆก็คือ ต้องมีความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะทฤษฎีและปรัชญาการเมืองที่มากมายหลากหลายที่นำเสนอหรือคิดค้นขึ้นมาโดยนักคิดต่างๆ การเรียนปรัชญาการเมืองที่ดี จะไม่ใช่แค่เพียงท่องจำตอบได้ตอบคำถามได้เหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร และยิ่งถ้าเชื่ออะไรง่ายๆ ก็จะทำให้ทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองที่ตนเชื่อกลายเป็นอุดมการณ์ที่ครอบงำอย่างหัวปักหัวปำไป ประยุกต์ไม่ได้และใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ไม่เป็น

แต่ไพล์เป็นคนเชื่ออะไรง่าย ด้วยเหตุนี้เองที่ตอนที่เขาเรียนทฤษฎีการเมืองที่ฮาร์วาร์ด เขาได้ค่อยๆเริ่มมีความชื่นชอบในทฤษฎีของอาจารย์คนหนึ่งที่ชื่อว่า ยอร์ค ฮาร์ดิง

โดยทฤษฎีของฮาร์ดิงเสนอว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือลัทธิอาณานิคมไม่ใช่หนทางที่เหมาะสมในประเทศในโลกตะวันออกอย่างเวียดนาม แต่สิ่งที่สำคัญจำเป็นต่อเวียดนามก็คือสิ่งที่ฮาร์ดิงเรียกว่า “พลังที่สาม” (a Third Force) ที่จะสามารถนำเวียดนามให้สู่ความเป็นประชาธิปไตย และไพล์ก็ได้รับเอาทฤษฎีพลังที่สามของอาจารย์ฮาร์ดิงไปเต็มๆ และเมื่อเขาถูกส่งไปเวียดนาม เขาก็คิดกับเวียดนามตามทฤษฎีพลังที่สามที่ฝังหัวอยู่ในหัวของเขา

และจากความเชื่อในทฤษฎีดังกล่าวทำให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปฏิบัติการลับที่เชื่อมโยงกับนายพลเวียดตามที่ชื่อ แถ (Thé) ซึ่งเป็นผู้นำกองกำลังหน่วยจู่โจม

ในขณะที่ไพล์เชื่อเรื่องการให้เกิด “พลังที่สาม” เกิดขึ้นในเวียดนาม ที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์และไม่ใช่เจ้าอาณานิคม นั่นคือ ไม่ใช่ให้เวียดนามอยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตและจีน และก็ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสในฐานะเจ้าอาณานิคม แต่ฟาวเลอร์ ตัวละครอีกตัวหนึ่งที่กรีนวางตัวให้เป็นนักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ มีความเห็นตรงกันข้ามกับไพล์ ฟาวเลอร์เชื่อว่า ต่างชาติไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงกิจการภายในของเวียดนาม

เขาทั้งสองจึงมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่เสมอ กรีนทำให้ผู้อ่านตระหนักว่า ความฝันและคาดหวังทางการเมืองของไพล์ที่จะให้เกิดพลังที่สามขึ้นในเวียดนามได้ส่อเค้าลางถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นในเวียดนามและภูมิภาคจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา เพราะความคิดของไพล์มาจากความเชื่อในทฤษฎีที่เป็นล่องลอย ต่างจากฟาวเลอร์ที่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นจริง

นอกจากกรีนจะให้ ไพล์และฟาวเลอร์เห็นต่างกันต่ออนาคตของเวียดนามแล้ว เขายังเพิ่มความสนุกเข้าไปในนวนิยาย โดยให้เกิดเรื่องรักสามเส้าขึ้นระหว่าง ไพล์ ฟาวเลอร์และสาวเวียดนามที่ชื่อ “ฟอง” นั่นคือ นอกจากไพล์และฟาวเลอร์จะสนใจประเทศเวียดนามแล้ว ทั้งสองยังต่างชิงรักหักสวาทกันกับสาวเวียดตามด้วย ความคิดที่จะให้อเมริกันเข้ามาเป็นพลังที่สามในประเทศเวียดนาม จึงถูกล้อไปด้วยการที่ไพล์และฟาวเลอร์ต้องการครองใจสาวฟองด้วย

ไพล์ได้เปรียบฟาวเลอร์ตรงที่เขายังโสด ส่วนฟาวเลอร์แต่งงานมีภริยาแล้วอยู่ที่อังกฤษ แต่ฟาวเลอร์เจอฟองก่อน และฟองได้ย้ายไปอยู่กับฟาวเลอร์ก่อนที่จะได้เจอไพล์ พี่สาวของฟองไม่ชอบฟาวเลอร์ ด้วยสองเหตุผล คือ หนึ่ง ฟาวเลอร์เป็นคนไม่เชื่อพระเจ้า สองมีเมียแล้ว และเมื่อพี่สาวของฟองได้พบไพล์ เธอชอบไพล์ เพราะไพล์เป็นคนเรียบร้อย มีมารยาทและจริงใจ ที่สำคัญคือ เขายังโสด พี่สาวฟองจึงชวนให้ไพล์แวะมาเธอกับฟองในช่วงที่ฟาวเลอร์ต้องเดินทางไปทำข่าวในเวียดนามเหนือ

ต่อมา ไพล์ได้เดินทางตามฟาวเลอร์ไปเวียดนามเหนือ และสารภาพกับฟาวเลอร์ว่า เขาหลงรักฟองและต้องการแต่งงานกับเธอ แล้วเขาก็เดินทางกลับไปไซ่ง่อนในวันรุ่งขึ้น ต่อมาฟาวเลอร์เดินทางกลับไซ่ง่อน ระหว่างทางเขาได้แวะพักที่ฮานอย และได้รับจดหมายจากไพล์ ขอบคุณเขาที่ยอมรับความในใจที่ไพล์มีต่อฟองด้วยดี

ขณะเดียวกัน ฟาวเลอร์รู้สึกประหลาดใจและทึ่งในความบ้าบิ่นของไพล์ที่กล้าเดินทางไปเวียดนามเหนือเพียงเพื่อบอกเรื่องที่เขารักฟอง โดยไม่คิดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะคนต่างชาติโดยเฉพาะคนตะวันตกมักถูกลอบสังหารได้ง่ายๆในพื้นที่ที่เขามาหาฟาวเลอร์ นอกจากฟาวเลอร์จะได้รับจดหมายของไพล์แล้ว เขายังได้รับจดหมายจากบรรณาธิการเรียกตัวเขาให้กลับไปอังกฤษด้วย

เมื่อฟาวเลอร์เดินทางถึงไซ่ง่อน เขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการที่ไพล์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการลักลอบเอาวัตถุระเบิดเข้าเวียดนาม ขณะเดียวัน ฟาวเลอร์ได้เขียนจดหมายไปขอบรรณาธิการให้เขาอยู่ทำงานต่อในเวียดนาม ในคืนวันแรกที่ฟาวเลอร์กลับถึงไซ่ง่อน ไพล์ได้มาหาเขาที่อพาร์ตเมนต์ และขอฟองแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธ และหลังจากที่ไพล์ไปแล้ว ฟาวเลอร์ได้ตัดสินใจเขียนจดหมายไปหาภริยาของเขาเพื่อขอหย่า และเขาได้บอกฟองเกี่ยวกับเรื่องขอหย่าด้วย และบอกเธอด้วยว่า บรรณาธิการได้เรียกตัวเขากลับอังกฤษ

ต่อมา ฟาวเลอร์ได้พบไพล์ที่เมืองไตเนิ่น (Tây Ninh) ทั้งสองได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆมากมาย ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงเรื่องเพศและศาสนา ขากลับ เกิดรถเสียในเขตสงคราม (war zone) และทั้งสองถูกทหารเวียดนามเหนือโจมตี ไพล์ช่วยชีวิตฟาวเลอร์ และตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บด้วย หลังจากทั้งสองออกจากโรงพยาบาลในไซ่ง่อน ฟาวเลอร์ได้รับจดหมายตอบจากภริยาของเขาว่า เธอไม่ยอมหย่า แต่ฟาวเลอร์ไม่ยอมบอกความจริงนี้แก่ฟอง และเขาได้เขียนจดหมายไปบอกไพล์ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องฟองอีกต่อไป ไพล์เผชิญหน้ากับฟาวเลอร์และบอกฟองว่า ฟาวเลอร์ไม่บอกความจริงเรื่องที่ภริยาเขาไม่ยอมหย่า ต่อมา ฟองได้ทิ้งฟาวเลอร์และย้ายไปอยู่กับไพล์

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่เก้า): The Quiet American กับ รัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502

  ภาพยนตร์เรื่อง the Quiet American ในปี พ.ศ. 2501                         จอร์เจีย โมล รับบทเป็น ฟอง

ต่อมา ฟาวเลอร์ได้เดินทางไปพบกับ “เฮง” ชาวเวียดนามที่เป็นคอมมิวนิสต์ เฮงได้นำหลักฐานการติดต่อระหว่างไพล์กับนายพลแถมาบอกแก่ฟาวเลอร์ หลังจากกลับมาไซ่ง่อน ไพล์ได้มารอเจอฟาวเลอร์ที่อพาร์ตเมนต์ของฟาวเลอร์ และทั้งสองได้โต้เถียงกันเรื่องฟอง ฟาวเลอร์ได้เลียบๆเคียงๆว่า เขารู้เรื่องการปฏิบัติการลับของไพล์ แต่ไพล์แกล้งไขสือ ต่อมา ฟาวเลอร์ได้รับจดหมายจากบรรณาธิการ อนุญาตให้เขาทำงานต่อไปในเวียดตามอย่างน้อยอีกหนึ่งปี

หลายสัปดาห์ต่อมา ได้เกิดคาร์บอมบ์ขึ้นในใจกลางเมือง ทำให้มีคนตายจำนวนมาก ไพล์ได้บังเอิญเจอฟาวเลอร์ในบริเวณที่เกิดเหตุ และบอกฟาวเลอร์ว่า ฟองปลอดภัยดี ทำให้ฟาวเลอร์รู้ว่า นายพลแถอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายนี้และไพล์มีส่วนเกี่ยวข้อง ฟาวเลอร์ตกใจมากกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคาร์บอมบ์และอันตรายที่มาจากไพล์ ฟาวเลอร์ติดต่อเฮง และเฮงได้บอกเป็นนัยว่า จะมีการลอบสังหารไพล์ แม้ว่าเขาจะรู้สึกขัดแย้งกับแผนการลอบสังหารไพล์ แต่ในที่สุด เขาก็สมรู้กับแผนการของเฮง

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่เก้า): The Quiet American กับ รัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502

     ภาพยนตร์ the Quiet Americanในปี2545                                          โด ที ฮาย เยน รับบท ฟอง

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่เก้า): The Quiet American กับ รัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502

                     ไมเคิล เคน รับบท ฟาวเลอร์                                               เบรนดัน เฟรเซอร์ รับบท ไพล์

และเมื่อถึงจุดนี้ การเล่าเรื่องย้อนหลังของฟาวเลอร์ก็กลับไปที่จุดเริ่มต้นในหน้าแรกของนวนิยาย นั่นคือ คืนที่ไพล์ถูกฆ่าตาย แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสจะสงสัยว่าฟาวเลอร์มีส่วนในการฆาตกรรม แต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานพิสูจน์ได้ การตายของไพล์จึงเป็นคดีปริศนา

หลังจากไพล์ตาย ฟองได้กลับมาอยู่กับฟาวเลอร์อีก และฟาวเลอร์ได้รับโทรเลขยอมหย่าจากภริยาของเขา ฟาวเลอร์ได้บอกข่าวดีให้ฟองทราบและเธอดีใจเป็นที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ฟาวเลอร์ก็ต้องจมกับความรู้สึกแตกสลายกับความผิดที่เขาได้ทำลงไป

กลับมาที่ทฤษฎีพลังที่สามของอาจารย์ฮาร์ดิงที่ไพล์เชื่อมั่นว่า มันคือทางออกที่ดีที่สุดที่สหรัฐอเมริกาจะให้แก่เวียดนาม ซึ่งในที่สุดแล้ว นอกจากเวียดนามจะต้องพังทลายหายนะกับสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯเป็นผู้มอบให้แล้ว สหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ต่างจากไพล์ที่ต้องพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทั้งในสนามรบและสนามรัก สหรัฐฯกลายเป็นที่เกลียดชังของคนเวียดนาม

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่เก้า): The Quiet American กับ รัฐประหารในลาว พ.ศ. 2502

                                                                                                             โซฟี ควิน-จัดจ์

และที่น่าสนใจคือ อีก 62 ปีหลังจากนวนิยาย “the Quiet American” ออกสู่สาธารณะในปี พ.ศ. 2498 ได้มีการตีพิมพ์หนังสือวิชาการเรื่อง “The Third Force in the Vietnam War: The Elusive Search for Peace 1954-75” ในปี พ.ศ. 2560 โดยผู้เขียนคือ โซฟี ควิน-จัดจ์ (Sophie Quinn-Judge) เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร ? และเชื่อมโยงกับ “the Quiet American” ของเกรแฮม กรีนอย่างไร ? โปรดติดตามตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท