
ธุรกิจขานรับเศรษฐกิจปี 2565...มีสัญญาณ “Upside”
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ
ไม่บ่อยนักที่ภาคเอกชนกับรัฐบาลจะเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปตั้งแต่การเปิดประเทศ อีกทั้งได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดซึ่งไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่สัดส่วนการเข้าถึงวัคซีนมีมากขึ้นและความเคยชินที่การดำเนินชีวิตของผู้คนจะต้องก้าวต่อไป แม้แต่ไวรัสกลายพันธุ์ “โอมิครอน” มีคำเตือนว่าน่ากลัวมากกว่าสายพันธุ์เดลต้าก็ไม่สามารถทำให้เกิดความวิตกจนต้องกลับมา ล็อกดาวน์เพราะรู้ดีว่าการปิดประเทศส่งผลต่อปากท้องมากเพียงใด กรณีของไทยการเข้าถึงวัคซีนเข็มที่ 2 น่าจะเฉียดร้อยละ 90 จากเป้าหมาย 50 ล้านคนตรงนี้ไม่รู้ว่าได้รวมเด็กนักเรียนอายุ 12-17 ปีจำนวน 3.6 ล้านคนเข้าไปด้วยหรือไม่
การเข้าถึงวัคซีนในสัดส่วนที่สูงทำให้ผู้คนกล้ากลับมาใช้ชีวิตเกือบปกติ ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายนมีสัญญาณดีขึ้นปรับตัวดีขึ้นทุกรายการและอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน เป็นผลจากมาตรการเปิดประเทศ, การเข้าถึงวัคซีนและการยกเลิกพื้นที่ควบคุมทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้ เข้าใจว่าหลังเปิดปีใหม่ธุรกิจส่วนใหญ่จะให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานตามปกติ แนวโน้มของธุรกิจเอกชนส่วนใหญ่ได้ผ่านจุดต่ำสุดเพียงแต่การฟื้นตัวคงไม่ใช่แบบเปิด-ปิดสวิซต์ “ON/OFF” ว่าพอวันที่ 1มกราคมปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวพร้อมกัน โดยข้อเท็จจริงการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในสาขาคลัสเตอร์ใดหรือได้รับบาดแผล “Pain Point” จากวิกฤตโควิด-19 มากน้อยเพียงใด
ประเด็นสภาพคล่องของสถานประกอบการและครัวเรือนจะเป็นกับดักของการฟื้นตัว เนื่องจากในระบบสถาบันการเงินมีหนี้อ่อนแอซึ่งเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้และ/หรือ “Refinance” คิดเป็นร้อยละ 23.26 ประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนถึงแม้จะไม่มีการบันทึกประวัติเสียในเครดิตบูโรแต่การปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้สถาบันการเงินเร่งกระจายสภาพคล่องให้เม็ดเงินใหม่กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อไปฟื้นฟูธุรกิจใหม่ แต่ข้อเท็จจริง “แบงก์” เขาระมัดระวังลูกหนี้กลุ่มนี้เนื่องจากหนี้เก่าและดอกเบี้ยค้างชำระถึงจะเข้าโครงการพักหนี้หรือขยายเวลาชำระหนี้ออกไปเพื่อไม่ให้เกิด NPL ซึ่งจะทำให้แบงค์เจ็บตัว การปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกหนี้เปราะบางภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้คงไม่ได้ทำได้ง่ายๆ คนที่ไม่ได้ทำธุรกิจจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้
เศรษฐกิจปีพ.ศ.2565 คาดว่าจะดีดตัว “Upside” ขยายตัวได้ร้อยละ 3.5-4 แต่ศูนย์วิจัยเอกชนบางรายระบุขยายตัวได้เพียงร้อยละ 3.2 เป็นการโตจากฐานเศรษฐกิจปีพ.ศ.2564 ที่ขยายตัวได้ต่ำร้อยละ1-1.2 แต่ศูนย์วิจัยเอกชนเห็นว่าอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.7 การที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาเหมือนก่อนวิกฤตโควิด-19 อย่างน้อยคงไปถึงปลายไตรมาส 2 ของปีพ.ศ.2566 ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการฟื้นตัวช้าหรือเร็วกว่าที่คาดขึ้นอยู่กับ ประการแรก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่เจอกับการระบาดเชื้อกลายพันธุ์ “โอมิครอน” ถึงแม้จะมีแนวโน้มว่าอาจไม่รุนแรงอย่างที่คิดแต่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยและการเดินทางซึ่งแน่นอนประเทศไทยเศรษฐกิจอิงอยู่กับภาคท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างสูงคงได้ผลกระทบ ขณะเดียวกัน “IMF” หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าอาจขยายตัวได้สูงร้อยละ 4.5-4.9 ซึ่งจะเป็นคุโณปการต่อภาคส่งออกที่จะยังขยายตัวต่อเนื่อง
ประการสอง การกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาจากภาครัฐใช้เงินไปเฉียด 1.0 ล้านล้านบาทแต่เศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้าสะท้อนจากการบริโภคของประชาชนหดตัวร้อยละ 0.8 ปัญหาสำคัญมาจากหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2564 จำนวน 14.272 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 89.6 ของ GDP มีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนเพราะเงิน 1 ใน 3 หรือมากกว่าต้องไปชำระหนี้ การที่รัฐมีการกระตุ้นบริโภคอย่างต่อเนื่องมีผลต่อการพยุงเศรษฐกิจในประเทศ เข้าใจว่าต้นปีหน้าจะมีการออกโครงการ “คนละครึ่ง เฟส 4” เป็นโครงการที่โดนใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพียงแต่เฟสใหม่นายกรัฐมนตรียังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะมีเงินพอไหมแต่คิดว่าได้กลิ่นเลือกตั้งกลางปีหน้าอย่างไรเสียรัฐบาลคงต้องปล่อยเงินก้อนนี้ออกมาแน่นอน
ประการที่สาม การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวไทยคงฟื้นตัวได้เร็วเห็นได้จากช่วง “Long Weekend” ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวไทยกว่า 1.840 ล้านคน/ครั้ง เม็ดเงินประมาณ 5,710 ล้านบาทรวมสะสมทั้งปีประมาณ 3.0 แสนล้านบาท จังหวัดยอดฮิตอันดับ 1 ภาคตะวันออก เม็ดเงิน 1,400 ล้านบาท อัตราการใช้ห้องพักร้อยละ 38 รองลงมาเป็นภาคเหนือ เม็ดเงิน 1,310 ล้านบาท อัตราการใช้ห้องพักร้อยละ 41 และลำดับที่ 3 กทม.และภาคกลาง เม็ดเงิน 1,010 ล้านบาท อัตราการใช้ห้องพักร้อยละ 44 สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้โปรโมทอย่างไรคงไม่เกิน 1.0 ล้านคน รายได้รวมท่องเที่ยวปีนี้คงไม่เกิน 3.8 แสนล้านบาทเทียบจากก่อนโควิดเม็ดเงินท่องเที่ยวประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท ส่วนปีหน้าคงต้องลุ้นว่าต่างชาติจะมาเที่ยวได้ 6.0 ล้านคนหรือไม่
ถึงบรรทัดนี้คงไม่กังขาว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะกลับมาฟื้นตัวในแดนบวกเพราะมีปัจจัยเอื้อจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวและการเข้าถึงวัคซีน แต่การปลุกเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งภายใต้ปัจจัยตัวแปรที่ยากจะควบคุม เช่น ความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่เคยพุ่งสูงสุดทำลายสถิติแต่ช่วงนี้อยู่ในขาลงเปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์ก (WTI) กลางเดือนพฤศจิกายนราคาสูงขึ้นมาที่ระดับ 81.53 USD/Barrel แต่วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมาราคาวูบเหลือ 70.94 USD/Barrel ลดลงถึง 10.72 USD คิดเป็นร้อยละ 31.1 ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศลดลงเฉลี่ย 2 บาท/ลิตรซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกเศรษฐกิจ
ปัจจัยตัวแปรยังมาจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่เคยแข็งค่ากลับมาอ่อนค่าช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอ่อนค่า 1.05 บาท/USD คิดเป็นร้อยละ 3.22 เซคเตอร์ส่งออกคงแฮปปี้แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงมากเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกซึ่งก็คล้ายๆ กันในหลายประเทศ ขณะเดียวกันการทำงานของรัฐบาลก็กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากเล่นการเมืองทั้งในพรรคและนอกพรรคมากจนเกินไปมีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายเน้นประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ โจทย์ใหญ่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังรออยู่หากในพรรคยังไม่ลงตัวแก้ไม่ได้จะอาสามาแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร...จริงไหมครับ
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat







