
กรณีจะนะรักษ์ถิ่น : ความชอบธรรมเป็นของชาวบ้าน
โดย... ประสาร มฤคพิทักษ์
การจับกุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น 37 คน เมื่อคืนวันที่ 6 ธค. 64 เป็นก้าวย่างที่พลั้งพลาดของรัฐบาล
1. ผู้มาชุมนุมที่ถูกจับ เป็นเด็กหญิง เป็นหญิงสูงอายุ 31 คน เป็นชาย 6 คน เป็นตัวแทนชาวบ้าน ตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่กลุ่มการเมืองแอบแฝงใดๆ ผู้ชุมนุมคาดหน้ากากอนามัย และใช้แอลกอฮอล์ตามมาตรการป้องกันโควิด
สื่อรายงานว่า จนท. ตำรวจสาดแสงไฟจ้าใส่หน้าเพื่อสกัดการถ่ายภาพ เท่ากับกีดกันการรายงานข่าวสถานการณ์จริงของสื่อ
ข้ออ้างของตำรวจ ว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นมาสมทบนั้น รับฟังไม่ได้ เพราะใครจะไปใครจะมา เป็นเรื่องของคนอื่น ชาวบ้านไปสั่งการใครล่วงหน้าไม่ได้
2. บันทึกข้อตกลง 14 ธค. 63 ระหว่างกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นกับรัฐบาล มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นคนลงนาม ร่วมกับตัวแทนชาวบ้าน มีสาระสาคัญให้รัฐบาลมีมติยกเลิกมติ ครม. ที่ได้ดาเนินโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมจะนะทั้งหมด (ข้อ 1) และให้มีการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment - SEA) ในระดับพื้นที่ โดยจะต้องมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และภาควิชาการ
3. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 20 / 2564 ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี ระหว่าง 15 ธ.ค. 63 ครม. มีมติรับทราบรายงานผลการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นตามที่ รอง นรม. (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) เสนอ จึงมีคำสั่งให้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นประธาน
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม. แถลงเมื่อ 7 ธ.ค. 64 ว่า “การพบปะกับประชาชนนั้น เจรจาของใครก็แล้วแต่ เวลาไปพูดไปตกลงกับเขา อย่าลืมว่ามันไม่ได้ผ่าน ครม. ผมเตือนหลายครั้งแล้ว ก็รับข้อสังเกตมา นำไปสู่การแก้ไขปัญหา นั่นคือวิธีการทำงานของรัฐบาลต้องรอบคอบ”
ขอตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ไปทำหน้าที่แทนรัฐบาลตามคำสั่งนายก เป็นเรื่องระหว่างนายกฯ กับรัฐมนตรี ชาวบ้านไม่ได้ไปจับมือ ร.อ.ธรรมนัส ให้ลงนามข้อตกลง ชาวบ้านไม่ได้ทำผิดอะไรเลย
ทำกันเอง เออออกันเอง แต่ชาวบ้านกลับกลายเป็นผู้รับชะตากรรม อย่างนี้เป็นธรรมหรือไม่
4. หนังสือของ ผวจ.สงขลา ลงนามโดย นายเจษฎา จิตรัตน์ ผวจ. ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 25 พ.ย. 64 บันทึกว่า
(1) เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ทำบันทึกข้อตกลง กับรัฐบาล ลงวันที่ 15 ธค. 63 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ลงนามยอมรับข้อเสนอของเครือข่ายให้ตรวจสอบ การดำเนินการของ ศอ.บต. เรื่องการเปลี่ยนสีผังเมือง 16,700 ไร่ และการศึกษาผลกระทบ สวล. (EIA) ของ TPI โพลีน
(2) นรม. (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ยอมรับต่อสื่อว่าโครงการนิคมจะนะมีปัญหาจริง จึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการ เมื่อ 27 ม.ค. 64
จนถึงวันนี้เครือข่ายรักษ์ถิ่นจะนะยังไม่ทราบว่าผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร
ในฐานะประชาชนผู้สนใจคนหนึ่ง ขอแสดงความคิดเห็นว่า โครงการนี้ต้องทบทวน รัฐบาล ควรต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ว่า
1. อย่าคิดว่าเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นไม่ต้องการการพัฒนา ว่าไม่ต้องการยกระดับชีวิตว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่จะบั่นทอนรัฐบาล แต่ต้องยอมรับความจริงว่า พวกเขาเป็นชาวบ้านตัวจริงเสียงจริง ที่ปรารถนาจะพิทักษ์แผ่นดินเกิด ต้องการรักษาสิทธิและวิถีชีวิตแห่งการหาอยู่หากินอย่าง ยั่งยืน ไม่ทำร้ายดิน ไม่ทำลายน้ำ ไม่รังแกธรรมชาติ
2. เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ต้องการให้ทำ SEA เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการทั้งหมดโดยพวกเขาในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้องมีสิทธิมีส่วนในการออกแบบอนาคตของเขาเอง การทำ SEA อย่างโปร่งใส มีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นหมากทั้งกระดานเป็นทางออกของปัญหาทั้งหมด
โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะนี้รัฐบาลสะดุดขาตนเองมาตลอด การรวบรวมที่ดินนับหมื่นไร่ให้เอกชน การให้ทุนใหญ่เจ้าเดียวเข้ามาทำ โครงการ การรวบหัวรวบหางไม่ยอมทำ SEA ตามสัญญา การจับกุม 37 คน กลางดึกด้วยข้อหาบางเบา เป็นวิธีการทุบโต๊ะสั่งการแบบเจ้าใหญ่ นายโต ใช้อำนาจรัฐเอื้ออำนาจทุน ที่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้
ยุทธศาสตร์ชาติอนาคต 20 ปี รัฐบาลยังทำมาแล้ว แล้วทำไมการศึกษาอย่างรอบด้านถึง ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่ออนาคตของผืนดิน ผืนน้ำ และผู้คนของชาวจะนะ สงขลา กลับไม่ยอมทำ
วิธีการใช้อำนาจสั่งการจากเบื้องบน เดินหน้าไปไม่ได้หรอก ความชอบธรรมอยู่กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของภูมิบ้านภูมิเมืองของตนเองที่แท้จริง







