
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (10)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
*********
“บ้านต้องมีแก่น เมืองต้องมีแกน คือสิ่งที่ทำให้ชาติเราคงอยู่ และเราต้องรักษาไว้”
ตามตำราประวัติศาสตร์ที่เรียน ๆ กันมา บอกว่าคำว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ถูกนำเสนอขึ้นมาในยุคเผด็จการ ที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งนี้ในวิชาสังคมวิทยาเรียกว่า “แก่นวัฒนธรรม” ที่ผมตีความมาจากคำว่า Ethos ในภาษาอังกฤษ ที่พจนานุกรมแปลว่า “ลักษณะพื้นฐานทางด้านสังคมที่มีร่วมกันของกลุ่มคน” ซึ่งมีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “ยอดวัฒนธรรม”
แต่ผมชอบที่จะใช้คำว่า “แก่นวัฒนธรรม” มากกว่า เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่บนยอดหรือมองเห็นว่าอยู่เหนือสิ่งใด ๆ แต่มันผสมผสานอยู่ในความเชื่อความคิดและชีวิตของผู้คนในสังคม และเป็นแกนกลางที่ทำให้ผู้คนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมต่าง ๆ ได้ อย่างที่ประเทศไทยเรามี “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” นี้
“แก่นวัฒนธรรม” นี้เกิดจากการอบรมกล่อมเกลาผ่านกระบวนการทางสังคม ตั้งแต่ที่เป็นเด็กก็ได้รับการอบรมมาในครอบครัว และเมื่อออกมาอยู่ในสังคมระดับต่าง ๆ ก็จะถูกกล่อมเกลาไปในแต่ละกลุ่มสังคมนั้น เช่น ในโรงเรียนก็มีการเคารพธงชาติและสวดมนตร์หน้าเสาธง เพื่อกล่อมเกลาให้รักชาติและศรัทธาในศาสนา
จนถึงเมื่อเราไปดูหนังก็ต้องยืนขึ้นเพื่อฟังเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อกล่อมเกลาให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ เป็นต้น รวมถึงที่เราได้ถูกอบรมผ่านสื่อต่าง ๆ รอบข้าง อย่างที่ประเทศไทยเรามีการปกครองแบบเผด็จการมามาก ในยุคเผด็จการนั้นก็จะชอบกล่อมเกลาให้เชื่อฟังผู้นำ ให้ทุกคนอยู่ในความสงบเรียบร้อย ต้องช่วยกันกอบกู้ชาติ และอดทนที่จะอยู่ใต้ปกครองแบบเผด็จการนั้นไปนาน ๆ จนหลายคนเชื่อว่า ประเทศไทยนี้ต้องปกครองโดยทหารเท่านั้น เราจึงจะอยู่รอดปลอดภัย
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านถูกอบรมกล่อมเกลามาในบรรยากาศยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนบางคนเรียกว่าพวก “กษัตริย์นิยม” จนถึง “คลั่งกษัตริย์” แต่ถ้าใครได้ติดตามความคิดของท่านอยู่บ้าง ก็จะพอเข้าใจว่าท่านไม่ได้บ้าคลั่งกษัตริย์แบบที่บางคนเข้าใจ แต่ท่านจะแยกแยะระหว่าง “แก่น” ของความเป็นกษัตริย์ กับภาพปรากฏที่เป็นองค์ประกอบของความคลั่งไคล้ลุ่มหลง อันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งก็อยู่ภายใต้แนวคิดเกี่ยวกับ “แก่นวัฒนธรรม” ที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนี้เช่นกัน
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าว่า ตอนเด็ก ๆ ท่านกลัวพวกเจ้ามาก เจ้าแต่ละพระองค์นั้นดูช่างใหญ่โตมีอำนาจวาสนาเสียเหลือเกิน ท่านจำได้แม่นว่าบางครั้งเห็นขบวนเสด็จของเจ้าบางพระองค์แล้วก็ไม่ชอบ เพราะมีขบวนแห่แหนแน่นขนัดไปหมด ถึงขนาดที่มีคนแต่งกลอนล้อเลียนไว้และท่านจำได้ในบางท่อนว่า “ใหญ่โตเหมือนยักษ์มักกะสัน” หรือ “ถนนกว้างสามวามาไม่ได้” เป็นต้น ที่แสดงว่าผู้คนในสมัยนั้นก็มีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน ความกลัวความอึดอัดในสมัยเด็กได้ทำให้หลาย ๆ คนรวมถึงตัวท่านเองที่เติบโตมาภายใต้บรรยากาศดังกล่าวเกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งท่านได้เล่าถึงตอนที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า นักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ รวมถึงตัวท่านที่อยู่ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต่างพากันดื่มฉลองและร้องเพลงอย่างครึกครื้น เพราะประเทศไทยจะได้มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบที่น่าเบื่อนั้นเสียที
พอท่านกลับมาประเทศไทย ใน พ.ศ. 2476 ท่านก็ได้ทำงานในกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของนายเจมส์ แบกซ์เตอร์ ที่ปรึกษาด้านการคลัง ที่รัฐบาลของคณะราษฎรได้จ้างให้มาช่วยปรับปรุงสถานะการเงินการคลัง เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งท่านก็ลาออกมาทำงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ โดยไปเป็นผู้จัดการสาขาที่จังหวัดลำปาง จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านก็ถูกเรียกตัวให้มาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกบัตร
ที่เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “ฝ่ายพิมพ์แบ๊งค์” แล้วก็รับงานนอกเวลาเป็นอาจารย์สอนที่วิชาการเงินการธนาคารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิชาการบัญชีธนาคารที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงนี้นี่เองที่ท่านต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในระดับ “วงใน” มากขึ้น เพราะได้สัมผัสกับนโยบายด้านการเงินการคลังของประเทศอย่างลึกซึ้ง ในส่วนที่ต้องทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลในธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น
และเมื่อมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือก็ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลอยู่เสมอเป็นธรรมดา และด้วยความสามารถในการพูดการสอนของท่าน ก็ทำให้เป๋นที่นิยมชมชอบของนิสิตนักศึกษา นอกจากนี้ท่านยังได้รับเชิญให้ไปเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ทำให้ท่านเริ่มมีชื่อเสียง ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่2 สงบลง ประเทศไทยก็เปลี่ยนรัฐบาล มีรัฐธรรมนูญใหม่ และมีการเลือกตั้งตามมาใน พ.ศ. 2489 ท่านก็ลงเลือกตั้ง และได้เป็น ส.ส.เมื่อมีอายุ 35 ใน พ.ศ.นั้น
การที่ได้เข้ามาอยู่ใน “วงใน” ของอำนาจรัฐ ตั้งแต่ที่ทำงานอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทยและมาเป็น ส.ส.นี้ ทำให้ท่านได้ “รู้เช่นเห็นชาติ” ในวงในของพวกคณะราษฎรเช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ในจังหวัดลำปาง ท่านก็ได้เจอ “ความกร่าง” ของคณะราษฎรนี้มาพอสมควร อย่างตอนที่คณะราษฎรตามไล่ล่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่พระองค์ท่านได้เสด็จมาที่จังหวัดลำปางเพื่อหนีภัยการไล่ล่านั้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้ออกปกป้องสมเด็จฯท่านอย่างเต็มที่
และได้ทราบเจตนาร้ายของคณะราษฎรที่มีต่อพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่บัดนั้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มองว่าคณะราษฎรนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับสังคมไทย ท่านเรียกคณะราษฎรนี้ว่า “เจ้าพวกใหม่” ในความพยายามที่จะยกตัวขึ้นเหนือเจ้า ทำให้ท่านเริ่มตระหนักถึงภัยอันตรายอันนั้น และปรับความคิดมาต่อต้านคณะราษฎร อย่างที่ท่านได้ลงมาเล่นการเมือง และตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาต่อสู้กับพรรคที่สนับสนุนให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2489 นั้น (แต่เดิมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงเลือกตั้งของท่านเองชื่อว่า “พรรคก้าวหน้า” ซึ่งตำรารัฐศาสตร์ไทยบอกว่าเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคแรกของประเทศไทย
แต่เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้ว พรรคที่สนับสนุนนายปรีดีได้รวมตัวกันผลักดันให้นายปรีดีได้เป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีพรรคก้าวหน้าด้วยพรรคหนึ่งนั้น จึงได้มารวมกันเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เป็นพระเป็นฝ่ายค้านสู้กับฝ่ายของนายปรีดีได้ โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็น “แม่ทัพ” นั้นเลยทีเดียว)
พระมหากษัตริย์คือ “แก่นวัฒนธรรม” อย่างหนึ่งของสังคมไทย และท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้มุ่งมั่นที่จะเชิดชูแก่นแกนของบ้านเมืองสิ่งนี้ไว้ด้วยชีวิตทั้งชีวิต ดังที่จะได้นำเสนอให้รายละเอียดต่อไป
**********************







