
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (6)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
**********
ถ้าถามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “ชีวิตคืออะไร” คำตอบก็คือ “จงทำหน้าที่ของแต่ละชีวิตนั้นให้ดีที่สุด”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนที่มี “หลายชีวิต” โดยคำว่า “ชีวิต” มีความหมายว่า “สถานะในแต่ละช่วงวัย” คือสถานะของแต่ละคนนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานที่ คือในเวลาหนึ่ง ณ สถานที่หนึ่ง เราก็มีสถานะเป็นอย่างหนึ่ง พอเปลี่ยนเวลาและสถานที่ เราก็เปลี่ยนสถานะไป เช่น เวลาที่เราอยู่บ้าน เราก็เป็นลูกของพ่อแม่ แต่พอออกจากบ้านไปโรงเรียน เราก็เปลี่ยนสถานะเป็นนักเรียนและเป็นเพื่อนกับนักเรียนคนอื่น ๆ เป็นต้น ดังนั้นคนทุกคนจึงล้วนแต่มี “หลายชีวิต” เช่นเดียวกันกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่หมายถึงคนที่มี “หลายสถานะ” นั่นเอง
ข้อคิดนี้ผมได้มาจากหนังสือ “ห้วงมหรรณพ” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนไว้เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐของท่าน ในตอนกึ่งพุทธกาล คือราว ๆ พ.ศ. 2500และมีการรวมเล่มจัดพิมพ์ออกมาหลายครั้ง ส่วนเล่มที่ผมอ่านจัดพิมพ์ในพ.ศ. 2532 โดยชื่อ “ห้วงมหรรณพ” นี้มาจากบทกลอนเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ที่ขึ้นต้นว่า “ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร...”
และมีตอนหนึ่งต่อมาว่า “แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ...” และปิดท้ายว่า “...เป็นคู่ครองพิศวาส” ซึ่งได้มีการนำมาแต่งเป็นเพลงลูกกรุงอันโด่งดังเมื่อสมัยก่อน ในชื่อเพลง “คำมั่นสัญญา” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เลือกเอาชื่อห้วงมหรรณพมาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ของท่าน ก็ด้วยความอมตะในเนื้อความอันไพเราะของบทกลอนนี้จนผู้คนท่องจำได้ขึ้นใจและร้องเป็นเพลงที่ติดปากนั้น ประการหนึ่ง และยังสะท้อนถึง “อนิจจังและวัฏฏะของชีวิต” ที่มีการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้น ชาติแล้วชาติเล่า อีกประการหนึ่งนั้นด้วย
“ชาติ” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นชาติในความหมายของพุทธศาสนา ที่หมายถึงการเปลี่ยนไปของชีวิตในแต่ละสถานะ ที่มีการเกิดดับต่อเนื่องกันไปตลอดเวลาอย่างไม่รู้จบสิ้น แบบที่เรียกว่า “เวียนว่ายตายเกิด” จากชีวิตหนึ่งไปอีกชีวิตหนึ่ง และในความเป็นคนหรือสัตว์ต่าง ๆ ในช่วงอายุขัยหนึ่งของคนหรือสัตว์นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะได้หลายชาติหรือหลายชีวิต เพราะชาติในศาสนาพุทธมาจากคำว่า “ชาตะ” หรือ “การเกิด” นั่นเอง
โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ยกตัวอย่างถึง “ผีเสื้อ” ที่มีชาตะเริ่มจากไข่ แล้วฟักออกมาเป็นหนอน พอหนอนตัวแก่จัดก็กลายเป็นดักแด้อยู่ในฝัก ที่สุดดักแด้นั้นก็สลัดฝักทิ้งกลายเป็นผีเสื้อ แล้วผีเสื้อก็ไปผสมพันธุ์กันออกไข่ วนเวียนเป็นหนอน ดักแด้ ผีเสื้อ และไข่ ต่อเนื่องไปแบบนี้ ซึ่งในแต่ละสถานะนั้นก็เรียกว่า “1 ชีวิต” หรือ “1 ชาติ” ทำนองเดียวกันกับคนที่เป็นตัวอ่อนอยู่ในท้องแม่ คลอดออกมาเป็นทารก เติบโตต่อไปเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ จนถึงเป็นคนแก่ และตาย โดยในช่วงวัยหนุ่มสาวก็จะมีภาวะเจริญพันธุ์ มีการสืบพันธุ์ ถ่ายทอด “ชีวิต” ไปสู่อีกชีวิตหนึ่งและเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงจร “ห้วงมหรรณพ” เช่นนั้นต่อไป
แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้มาขยายความว่า ชาติหรือชีวิตนั้นยังหมายถึงสถานะที่เปลี่ยนไป อย่างที่ศาสนาพุทธเรียกว่า “ภาวะ” ที่มาจากคำว่า “ภพ” ดังที่มีคำเรียกรวมกันว่า “ชาติภพ” ที่หมายถึง “ความเป็นตัวตนในแต่ละเวลาและสถานที่” อย่างเช่น คน ๆ หนึ่ง ในเวลาและสถานที่หนึ่งก็มีสถานะเป็นอย่างหนึ่ง แต่พอเปลี่ยนเวลาและสถานที่ไปก็ก็จะเปลี่ยนสถานะ หรือเปลี่ยนชาติภพของแต่ละคนนั้นไปเลยนั่นเอง
ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าศาสนาพุทธนี้เป็นวิทยาศาสตร์โดยแท้ ดังข้อความที่ท่านเขียนว่า “ผมกำลังเอาความจริง คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มาปรับเข้ากับความจริงทางชีววิทยา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้ว” รวมถึงคำว่าชาติภพที่ท่านได้อธิบายด้วยชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวที่มีชีวิตง่าย ๆ มาจนถึงสัตว์ตัวมนุษย์ที่มีชีวิตอันสลับซับซ้อน ด้วยสำนวนที่อ่านง่าย เนื้อหาที่ได้อารมณ์และครบทุกอรรถรส ที่สำคัญคือสามารถเข้าใจหลักการที่สำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ด้วยสาระแบบติดติน ไม่ต้องปีนหอคอยงาช้างขึ้นไปหานักปรัชญาที่หัวสูง ๆ มาอธิบายเพิ่มเติมให้ปวดหัวแต่อย่างใด
สำหรับเรื่อง “ชีวิตคือการทำหน้าที่ของแต่ละชีวิตให้ดีที่สุด” เป็นข้อคิดในชีวิตที่ผมเองได้เรียนรู้จากการมาทำงานกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ท่านทั้งพูดและสอนด้วยการทำตัวให้เป็นแบบอย่าง โดยผู้คนจำนวนมากได้รับทราบและรู้ว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นที่ “เก่งหลายอย่าง” ผมจึงให้ความหมายว่า ท่านเป็นคนหลายชีวิต ด้วยเหตุที่ท่านมีหลายสถานะ และในแต่ละสถานะนั้นท่านก็สามารถขึ้นสู่จุดสูงสุดได้จนเป็นที่ยกย่อง ก็ด้วย “การทำหน้าที่ในชีวิตให้ดีที่สุด” นั่นเอง
ตอนที่ผมรู้จักกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นครั้งแรก ในครั้งที่ผมกับเพื่อน ๆ อีก3คนที่เป็นนิสิตปี 1 ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ได้ไปเรียนเชิญท่านให้มาเป็นองค์ปาฐก เพื่อพูดหาเงินให้ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติของคณะรัฐศาสตร์ใน พ.ศ. 2519 นั้น ในตอนท้ายก่อนที่พวกเราลาท่าน หลังจากที่ท่านได้ช่วยเงินเป็นค่าไปปลูกป่าจำนวนหนึ่งแทนการไปพูดให้ ซึ่งก็คือคำพูดที่ผมยกมาข้างต้นนี้
ท่านบอกว่าพวกผมอยู่ในชีวิตวัยหนุ่ม วัยหนุ่มเป็นวัยที่แข็งแรง มีพลังมาก ชอบผจญภัย และทำให้สิ่งที่รุนแรงโลดโผน ซึ่งนั่นก็เป็นดาบสองคม คือถ้าใช้ดีก็มีประโยชน์มาก แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ถูกทำลายได้อีกด้วย ท่านบอกว่าพวกผมได้ผ่านชีวิตวัยเด็กที่ต้องอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ และต้องร่ำเรียนหนังสือตามที่พ่อแม่มุ่งหวัง แต่พอเราเข้ามหาวิทยาลัย ก็เหมือนว่าเรามีอีกชีวิตหนึ่ง ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง และเป็นชีวิตที่จะนำเราไปสู่อนาคต คนหนุ่มสาวมีหน้าที่ทั้งที่ต้องเรียนหนังสือให้จบ และยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวต่อไป จึงเป็นเรื่องที่หนักหนาทั้งสองเรื่อง ซึ่งเราก็ต้อง “ทำให้ดีที่สุด” ในทั้งสองเรื่องนี้
พอผมได้มาทำงานที่บ้านซอยสวนพลู ก็สังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ค่อนข้างจะพิถีพิถันในทุกเรื่อง อย่างที่ท่านเรียกว่าเป็น “The Perfectionist” หรือพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะดูละเอียดหยุมหยิมบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้คุณค่าในตัวของเราเอง ว่าคนเรานั้นสามารถทำอะไร “ดีๆ” ได้เสมอ ถ้าเราทุมเทและตั้งใจ “ทำให้ดีที่สุด” อย่างที่ผมได้พูดถึงการจัดบ้านเตรียมต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือแม้แต่การเลี้ยงหมาและสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ตลอดจนการเลี้ยงต้นหมากรากไม้ในบ้าน ท่านก็ทำอย่างดีที่สุดในการเลี้ยงสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ท่านบอกว่า นั่นและคือการทำหน้าที่ในแต่ละชีวิตของเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ๆ
คนเราอาจะเกิดมาได้ครั้งเดียว แต่เราสามารถที่จะ “เลือกเป็นและเลือกทำ” ให้มีชีวิตอื่น ๆ เกิดขึ้นได้อีกด้วย
******************************







