posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (5)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (5)

06 พฤศจิกายน 2564

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*****************

มีคนสนใจว่า คนที่เป็นปราชญ์เขาอยู่อย่างไร กินอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร ผมเคยวาดฝันว่า คนใหญ่คนโตในประเทศไทยคงจะมีชีวิต การกิน การอยู่ เป็นพิเศษจากผู้คนทั้งหลาย แต่คงไม่ใช่ที่บ้านซอยสวนพลูของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะเท่าที่ผมได้ไปอยู่ในบ้านนั้นเกือบสิบปี ผมก็เห็นท่านเจ้าของบ้านนั้น “อยู่อย่างไทย” เหมือนคนไทยอื่น ๆ จริง ๆ ไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิเศษ เพราะนั่นคือความตั้งใจของท่านที่สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะตื่นก่อนหกโมงเช้าทุกวัน เข้าห้องน้ำทำธุระเล็กน้อยแล้วก็ออกมานั่งที่ห้องกลาง ก่อนอื่นต้องขอบรรยายก่อนว่า เรือนนอนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นเรือนขนาด 3 ห้อง เมื่อก้าวเข้าไปในตัวเรือนจะต้องผ่านเข้าที่ประตูของห้องกลางเสียก่อน ห้องกลางนี้เป็นห้องที่มีพรมเปอร์เซียปูไว้บนพื้นไม้ มีเสื่อแบบไทยปูบนพรมนี้อีกทีหนึ่ง ด้านซ้ายและขวาของห้องกลางเป็นฉากไม้ฉลุเป็นลายกิ่งไม้เลื้อยแบบไทย ซึ่งถ้าเดินไปที่ห้องทางซ้ายมือจะมีตู้เสื้อผ้าขนาดสูง 2คูณกว้าง 3 เมตร วางติดผนังด้านทึบ 1 ตู้ ตู้เก็บของขนาดสูงเพียงขอบด้านล่างของหน้าต่างวางเป็นมุมฉากอยู่อีก 2ด้าน

แล้วด้านที่ติดกับฉากกั้นห้องก็เป็นโต๊ะแต่งตัวแบบไทย ๆ ที่คนโบราณเรียกว่า “คันฉ่อง” ส่วนห้องทางขวาก็ปูพรมกับเสื่อเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีมีตู้ เพราะใช้ปูที่นอนแบบเบาะยัดนุ่นขนาดหนาสักฝ่ามือ มีหมอนหนุนและหมอนข้างอย่างละหนึ่งใบ หุ้มผ้าสีอ่อน ๆ ไม่มีลวดลาย กับผ้านวมบาง ๆ ใช้เป็นผ้าห่อมตอนอากาศเย็น ๆ หัวนอนหันไปทางทิศตะวันออก ปลายเท้ามีฉากกั้นอีกบานหนึ่งฉลุลายแบบเดียวกันกับที่กั้นห้องกลาง ช่องหลังฉากนี้เป็นทางเดินเข้าห้องน้ำ ที่อยู่ที่ใต้พาไล(หรือห้องใต้ชายคา)

ด้านทิศตะวันตก ในห้องน้ำมีขนาดประมาณ2คูณ 3 เมตร มีสุขภัณฑ์แบบฝรั่งครบชุด ที่รวมถึงอ่างนั่งอาบน้ำ ขนาด 1 คูณ1 เมตร แต่ที่สะดุดตาหน่อยก็คือ ข้างชักโครกมีตั่งไม้ขาสิงห์ขนาดเขื่องเอาไว้วางหนังสือหลายสิบเล่ม และทำหน้าต่างทั้งด้านหลังและด้านข้าง เพื่อให้มีแสงธรรมชาติเวลาที่นั่งอ่านหนังสือ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มักจะใช้เวลาค่อนข้างนานในการเข้าห้องน้ำในครั้งหนึ่ง ๆ

ที่ห้องกลาง เมื่อท่านตื่นขึ้นมาก็จะมานั่งดูโทรทัศน์ (ตอนที่ผมไปอยู่นั้นยังเป็นโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นขนาด20 นิ้ว ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดแล้วในตอนนั้น) เสียบปลั๊กต้มน้ำร้อนชงชาจีนใส่กาด้วยตัวเอง แล้วดื่มระหว่างที่ดูรายการข่าวในตอนเช้า ช่วงนั้น (พ.ศ. 2523) มีข่าวที่ท่านต้องดูทุกเช้าคือ “ข่าวรับอรุณ” มีคุณอรุณโรจน์ เลี่ยมทอง เป็นผู้อ่านข่าวหลัก จนจบข่าวตอน7โมงเช้า ท่านจึงจะเข้าห้องน้ำอย่าง “เป็นการเป็นงาน”

ตั้งแต่นั่งอ่านหนังสือระหว่างระบายท้อง แปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำสระผม จนเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำ ก็จะใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง ระหว่างอาบน้ำนี้ พี่หละต้นห้องของท่านก็คงจะต้องคอยฟังเสียงและเตรียมอาหารเช้าให้พร้อมในช่วงนี้ พอท่านออกมาจากห้องน้ำแล้วก็จะออกมาแต่งตัว โดยใส่สแล็คและเสื้อเชิร์ตแบบสบาย ๆ ใช้เวลาสัก 10 นาที (เวลานอนท่านจะนั่งกางเกงแพรแบบขมวดชายพกเอง กับเสื้อกุยเฮงบาง ๆ งเวลาที่นอนตอนบ่ายและในตอนกลางคืน) ลงมาถึงข้างล่างก็จะกินข้าวเช้าพร้อมกับสามสีและเสือใบ 2 สุนัขข้างกาย เพราะตอนนอนก็ขึ้นไปนอนด้วยกัน และลงมาพร้อมกันในทุกวัน

ระหว่างรออาหารเช้า ท่านก็จะหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางไว้บนโต๊ะมาอ่าน สมัยนั้นหนังสือพิมพ์ยังเป็นสื่อหลักอีกสื่อหนึ่งรองจากโทรทัศน์ และมีจำนวนพิมพ์จำหน่ายในแต่ละวันเป็นสิบ ๆ หัว (หัวคือชื่อของหนังสือพิมพ์นั่นเอง) บางหัวออกวันละ 2ฉบับ คือมีฉบับบ่ายอีกด้วย แต่ที่บ้านซอยสวนพลูจะรับเป็นประจำอยู่ ราว 15 หัว เป็นเช้าสัก 10 หัว โดยมีภาษาอังกฤษ2 หัว คือ บางกอกโพสต์ กับเนชั่น บ่ายอีก 5 หัว ซึ่งรายจ่ายค่าหนังสือพิมพ์แต่ละเดือนนั้นเกือบสองพันบาท (รายวันฉบับละหกสลึงถึงสองบาทสำหรับภาษาไทย ภาษาอังกฤษจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ และรายสัปดาห์อีก 3-5ฉบับ ๆ ละ 5-10 บาท) ตอนที่ผมไปทำงานเป็นเลขานุการของท่าน ต้องมีหน้าที่อ่านหัวข่าวในหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับให้ท่านฟัง เพราะที่ท่านจะอ่านเองมีสัก 4-5ฉบับ (แน่นอนว่าต้องมีสยามรัฐและบทความที่ท่านเขียนลงทุกวันจันทร์ถึงศุกร์นั้นเป็นหลัก)

ถ้าหัวข่าวไหนที่ท่านสนใจท่านก็จะให้ผมช่วยอ่าน แต่อ่านแบบสรุป คือจับใจความแบบที่นักสื่อมวลชนเขาสอน ๆ กัน คือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และถ้าจะมีอะไรนอกจากนั้น ก็จะถามความเห็นผมนิดหน่อย เช่น เชื่อ(ข่าวนั้น)หรือไม่ หรือ(ข่าวนั้น)เป็นไปได้ยังไง ซึ่งผมก็มักจะต้องเงียบเป็นส่วนใหญ่ เพราะส่วนมากมักจะตอบไม่ค่อยตรงกับที่ท่านคิด แต่ท่านก็ได้ช่วยให้ผมเกิดข้อวิเคราะห์ที่ถูกต้องชัดเจนขึ้นได้ในภายหลัง เช่น ตอนนั้น(ประมาณเดือนมีนาคม 2523)มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หนังสือพิมพ์บางฉบับก็บอกว่าไม่จริง บางฉบับก็บอกว่าจริง ท่านถามผมว่าผมเชื่อหรือไม่ ผมตอบว่าไม่ทราบ ท่านก็บอกว่า ขอให้ดู “สัญญาณจากข้างบน” แล้วไม่นานพลเอกเกรียงศักดิ์ก็ต้องลาออก แล้วพลเอกเปรมก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจนได้จริง ๆ

ระหว่างที่ผมตรวจข่าวหนังสือพิมพ์และท่านอ่านบทความที่ท่านเขียน อาหารเช้าก็จะมาตั้งตรงหน้าไว้แล้ว ส่วนมากทุกมื้อก็จะเป็นแบบฝรั่ง คือมีไข่ดาวเบคอนทอดและขนมปังปิ้งกับกาแฟเป็นปกติ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะรับได้ไม่ค่อยมาก เพราะต้องคุมน้ำหนัก (ตอนนั้นท่านเพิ่งหายจาก Stroke คือเส้นเลือดฝอยในสมองแตกซึม ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกอยู่เกือบครึ่งปี และใช้การรักษาด้วยการฝังเข็มโดยหมอที่สถานทูตจีนจัดหาให้เพื่อฟื้นฟูอาการจนเป็นปกติ) และชอบดูผมกิน ท่านบอกว่าดูผมกินแล้วก็อิ่มอกอิ่มใจไปด้วย บางทีดูนาน ๆ ก็กลัวจะอ้วนขึ้นได้เหมือนกัน (ฮา) อ้อ ท่านต้องทานน้ำส้มคั้น 1แก้วทุกเช้า ตามที่หมอสั่งเพื่อเพิ่มวิตามินซีและช่วยระบาย

นอกจากนั้นก็เป็นกาแฟต้ม ที่สมัยนี้อาจจะเรียกว่ากาแฟสด คือเอาเมล็ดกาแฟที่เขาทำคั่วปรุงรสและบดละเอียดมาแล้ว มาใส่ที่กรองในหม้อต้ม ให้น้ำเดือดไหลผ่านที่กรองนั่นช้า ๆ (สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องต้มกาแฟอัตโนมัติแบบที่ใช้ตามบ้านขาย) แล้วชงกินทีละแก้ว ซึ่งของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะเป็นกาแฟตำ ไม่ใส่น้ำตาล แต่ท่านจะแค่จิบ ๆ แบบ “พอเอากลิ่น” เพราะยังมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจอยู่บ้าง ซึ่งท่านบอกว่าที่ยังต้อง “ดื้อ” แอบดื่มแอบกินแบบนี้ ก็เพื่อ “ทำชีวิตให้เป็นปกติ”

ปรัชญาชีวิตที่ผมได้จากท่านอย่างแรกนี้ ก็คือ “ทำชีวิตให้เป็นปกติ” นี่เอง

******************************

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ