
เรียนรัฐศาสตร์จากวรรณคดีไทย (23)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
*************
เรื่องขุนช้างขุนแผนให้ความรู้มากมาย และยังคงเป็นวรรณคดีอมตะไปอีกนาน
การตายของนางวันทองไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ติดตามเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นอย่างมาก แต่ยังสะท้อนถึง “อนิจจัง” ในทางศาสนาพุทธ อันเป็นหัวใจของศาสนาประจำชาติไทยนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งศาสนาพุทธก็เป็นอีกแกนหลักแกนหนึ่งของการเมืองการปกครองไทย ที่ทำให้สังคมไทยยังคงมีความเข้มแข็ง เกิดพลังร่วม และเจริญวัฒนามาถึงปัจจุบัน
อนิจจังคือความไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา นำมาสู่การมองอนาคตใหม่ การปล่อยวางต่อเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไป (เพราะมันต้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น) ที่สำคัญคือ “การให้อภัย” เพื่อให้ลืมอดีตนั้นเสีย แล้วร่วมเผชิญสิ่งใหม่ ๆ ในอนาคตต่อไป ดังในตอนที่นางวันทองจะถูกประหารชีวิต ระหว่างที่ถูกนำตัวมารอประหารที่ศาลาลูกขุน ผู้ประพันธ์เสภาในตอนนี้ได้พรรณนาถึง “ฉากร่ำลา” ไว้อย่างละเอียด เริ่มจากนางวันทองกับลูกคือพระไวย นางวันทองกับสามีคือขุนแผน แล้วก็นางวันทองกับแม่คือนางทองประศรี รวมทั้งนางแก้วกิริยากับนางลาวทอง ภรรยาอีกสองคนของขุนแผน ก็เข้ามากราบขอขมาโทษจากนางวันทองด้วย ซึ่งนางวันทองก็ให้อภัย และเป็นเหมือนการสร้างกุศลเป็นสาระสุดท้ายด้วยการให้อภัยนี้ ซึ่งคนไทยถือว่าคนตายจะได้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดบาปติดตัวไป อันจะทำให้วิญญาณไปตกนรกหมกไหม้ หรือไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ยังคงกลายเป็นผีวนเวียนให้ผู้คนได้เห็น
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมา “อ่านใหม่” มีความเห็นว่าเรื่องขุนช้างขุนแผนน่าจะจบลงแค่นี้ คือตอนที่นางวันทองได้ตายไปแล้ว ดังที่ท่านอธิบายไว้ว่า “ความจริงเรื่องขุนช้างขุนแผนควรจะจบที่ตรงนี้ เพราะเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้เป็นนิยายที่เกี่ยวกับคน3 คน คือขุนแผน ขุนช้าง และนางวันทอง เมื่อหนึ่งในสามคนถึงแก่ความตายไปเช่นนี้ นิยายนี้ก็ควรจะจบเรื่องได้ แต่เรื่องขุนช้างขุนแผนต่อจากนี้ไปนั้น ฟังดูแล้วไม่เหมือนเรื่องขุนช้างขุนแผนในตอนต้น เพราะดูเหมือนจะขาดอารมณ์ ขาดหัวใจ และขาดความเป็นตัวของตัวเอง มีเรื่องอื่นมาผสมผเสกันเข้าสักแต่พอให้เป็นเรื่องที่จะขับเสภากันได้ต่อไป
จุดสนใจคือชีวิตของคนทั้ง 3 ที่เป็นตัวเอกของเรื่องนั้นไม่มีเหลืออยู่แล้ว เป็นเรื่องของลูกหลาน เป็นเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเมียสองคนของพระไวย คล้าย ๆ กับเป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่ขาดตอนไปจากเรื่องขุนช้างขุนแผนเลยทีเดียว” โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังได้ย้ำว่า เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องวีรกรรมของคนคุก ที่มีขุนแผนเป็นผู้นำในวีรกรรม และเมื่อจบวีรกรรมดังกล่าวแล้ว ก็ควรจะจบเรื่องขุนช้างขันแผนนั้นได้
“ถึงตอนนี้(ตอนที่เป็นเรื่องราวต่อจากการตายของนางวันทอง) เรื่องขุนช้างขุนแผนออกจะหมดอุดมการณ์ไปแล้ว คืออุดมการณ์ของคนโทษในคุก ซึ่งต้องการจะพิสูจน์ว่าตนเองยังเป็นมนุษย์อยู่ มีความรักบ้านรักเมือง และมีความสามารถที่จะรับใช้บ้านเมืองอยู่ด้วยกันทุกคน แต่กลายเป็นเรื่องหึงผัวหึงเมีย เหมือนกับละครโทรทัศน์ไทยในปัจจุบัน และเป็นเรื่องเวทมนตร์คาถาที่เกินเลยความจริง จนถึงกับเชื่อไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังยึดถือในคำที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนไว้ในตอนต้นของ “ขุนช้างขุนแผนฉบับอ่านใหม่” ที่กล่าวไว้ว่า “นี่คือตำรารัฐศาสตร์ของไทย” ดังที่ผู้เขียนได้เอามานำเสนอไว้ในการเขียนบทความชุดนี้ และมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ถ้าคนที่สนใจเรื่องของการบ้านการเมือง และคิดที่จะช่วยเหลือบ้านเมือง ก็คงจะมีความเชื่ออย่างนี้เช่นกัน คือความเชื่อที่ว่าคนไทยไม่ว่าเป็นใครในฐานะใด ก็สามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ด้วยกันทั้งสิ้น
ซึ่งถ้าเราจะมองให้ลึก เราก็จะเห็นว่ามี “อาชญากร” หรือ “อดีตอาชญากร” มาทำงานให้ชาติบ้านเมืองของเรานี้อยู่มาก ซึ่งบางคนก็สลัดคราบอาชญากรนั้นไปได้ และถูกจดจำไปในทางที่เป็นผู้มีพระคุณแก่บ้านเมืองก็มี อย่างทหารที่ก่อการรัฐประหารมากว่า20 ครั้งในประเทศไทย ในความหมายของนักประชาธิปไตยก็ถือว่าเป็น “อาชญากรการเมือง”
แต่ก็มีนายทหารบางคนที่ถูกจดจำในคุณงามความดีนั้นอยู่บ้าง ด้วยลักษณะความเชื่อของผู้คนในสังคมไทยเช่นนี้ จึงทำให้มีผู้คนในสังคมของเราจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่า ถ้าให้โอกาสอาชญากรบางคน เช่น ผู้นำที่หนีคดีไปนอกประเทศ ได้กลับมาบริหารประเทศแล้ว เขาก็จะได้ใช้โอกาสนั้น “ล้างชั่ว ล้างบาป” ด้วยการแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติ และกลับตัวกลับใจเป็นคนดี ให้เป็นที่จดจำถึงขั้นเป็น “วีรบุรุษ” หรืออาจจะเป็นถึง “รัฐบุรุษ” นั่นได้เลยทีเดียว นี่ก็เป็นความเชื่อในสังคมไทยที่ศาสนาพุทธสั่งสอนมา เกี่ยวกับเรื่องของการให้อภัย อย่างที่ได้พูดถึงในฉากการตายของนางวันทองนั้น ที่มีหลายคนเห็นว่าถ้าเป็นความชั่วที่ทำกับคนไทยในทางส่วนรวม เช่น ความผิดความชั่วของนักการเมืองนั้นก็ไม่ควรให้อภัย รวมทั้งควรสาปแช่งไม่ให้ได้ไปผุดไปเกิดอีกด้วย
ผู้เขียนได้ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ระยะหนึ่ง ได้มองเห็นว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนที่ใช้หลักศาสนาพุทธในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งในปัญหาส่วนตัวและในปัญหาของบ้านเมืองมาโดยตลอด ซึ่งถ้ามีโอกาสจะได้นำมาขยายความให้กับท่านที่สนใจได้ทราบต่อไป แต่ในเบื้องต้นถ้าจะถามว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มองคนไทยและสังคมไทยนี้อย่างไร ก็ต้องตอบโดยอ้างอิง “ลีลาการนำเสนอ” ของท่านในข้อเขียนชุด “ขุนช้างขุนแผนฉบับอ่านใหม่” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ผู้เขียนได้นำมาใช้เป็น “ตัวแบบ” ในการศึกษาการเมืองการปกครองของไทยนี้ว่า ท่านมองการเมืองไทยและสังคมไทยอย่าง “ปล่อยวาง” ด้วยความเมตตา คืออยากให้สังคมไทยดีขึ้น คนไทยสุขสบายขึ้น
ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยอุเบกขา คือเข้มแข็งอดทนต่อความรู้สึกที่เป็นทุกข์ต่าง ๆ พร้อมกับรู้สึกชื่นชมยินดีกับความสุขของทุกผู้ทุกคน แล้วสังคมไทยก็จะแข็งแรงมั่นคง ด้วยพลังที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” นี้ ก็จะช่วยทำให้สังคมไทยนี้ยังน่าอยู่ และเจริญก้าวหน้า อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
ที่สำคัญคือ “มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน” และเชื่อมั่นในอนาคตว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้”
******************************







