posttoday
เจ้าของอำนาจอธิปไตยกับตัวแทน

เจ้าของอำนาจอธิปไตยกับตัวแทน

03 กันยายน 2564

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

*************

ในประเทศที่มีการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ หรือที่เรียกว่า ” ประชาธิปไตยรวมศูนย์” และประเทศที่เป็น “เผด็จการรัฐสภา” การขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากมาก แต่ในประเทศ “ระบอบประชาธิปไตย” หรือ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” การที่ฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเรื่องธรรมดา เพราะนี่คือการวิธีหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารโดยผู้แทนที่ประชาชนเลือกขึ้นมา

ในระบอบประชาธิปไตย ผู้แทนส่วนหนึ่งที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ ที่เรียกว่าเป็น ”รัฐบาล” อีกฝ่ายเป็น ส.ส.ในสภาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล อันเป็นการถ่วงดุลซึงกันและกัน ส่วนประชาชนที่เป็น “องค์อภิปัตย์” หรือ “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ตัวจริงก็คอยตรวจสอบการทำงานของผู้แทนที่เราเลือกเข้าไปอีกทีหนึ่งว่า ได้ทำหน้าที่ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่อย่างไร

แม้ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ก็มีผลทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “มติมหาชน” ส่วนจะเป็นมติแท้ หรือมติเทียมก็ว่ากันอีกที ผลอีกประการหนึ่ง คือ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าพรรคไหน และ ส.ส.คนไหนทำดี เราก็เลือกให้เป็นผู้แทนของเราต่อไป

การเปิดอภิปรายทั่วไปต่อรัฐบาลโดยฝ่ายค้าน กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ ตามหลักการ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” รัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2560 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้ในมาตรา 151 ว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ “

เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ ฝ่ายค้าน (ไม่ว่าพรรคไหนเป็นฝ่ายค้าน) ก็จะใช้โอกาสนี้ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะหรือเฉพาะรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งก็ได้ ส่วนเหตุผลและความจำเป็นก็ไปสรรหามาเขียนประกอบคำขอ คนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจหากใจไม่แข็งพออาจช็อคตายหลังจากที่อ่านข้อกล่าวหาแล้วก็ได้

ก่อนหน้านั้น รัฐธรรมนูญบางฉบับเปิดโอกาสให้พรรคฝ่ายค้านสามารถยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ในทุกสมัยประชุม ปีหนึ่งมีสองสมัย ก็ขอเปิดอภิปรายได้สองสมัย จนรัฐบาลแทบไม่มีเวลาทำงาน เพราะต้องเตรียมตัวตอบคำกล่าวหาของฝ่ายค้าน

ต่อมา รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ฝ่ายค้านขออภิปรายได้ในสมัยประชุมหนึ่งเดียวเท่านั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 153 ระบุว่า “ การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 มาตรา 152 หรือมาตรา 153 แล้วแต่กรณี ให้กระทำได้ปีละหนึ่งครั้ง .... “ เพื่อให้อีกสมัยประชุมหนึ่ง รัฐสภาและรัฐบาลจะได้มีเวลาทำงานให้ประชาชนได้เต็มที่ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน

นอกจากนั้น ระหว่างสมัยประชุมแต่ละครั้ง หาก ส.ส.มีข้อสงสัยหรือข้องใจกับการทำงานของรัฐบาล ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลสามารถยื่น “กระทู้” ถามรัฐบาลให้ตอบได้

ไม่เพียงเท่านั้น มาตรา 152 เปิดโอกาสให้อีกว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข่าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติก็ได้”

เรียกว่าให้โอกาส ส.ส.ในการตรวจสอบ เสนอแนะ การทำงานของรัฐบาลได้เต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องรอการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ทำได้ปีละครั้ง หากสงสัยอะไร ก็สามารถยื่น “กระทู้” หรือขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติก็ได้

ในสมัยก่อน พอรัฐบาลรู้ว่าจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐบาลอาจใช้วิธีการยุบสภาเอาดื้อ ๆ เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านเปิดอภิปราย เพราะถ้าปล่อยโอกาสให้ฝ่ายค้าน รัฐบาลอาจแพ้คะแนนเสียงในสภาได้ง่าย ๆ นั่นหมายถึงรัฐบาลต้องออกไป แต่ก่อนจะออก ก็ประกาศยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ไปเสี่ยงเอาว่าจะได้รับเลือกกลับมาเป็นรัฐบาลอีกหรือไม่อย่างไร ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงบัญญัติไว้ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่า “ เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวาระหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามมติสี่ “ (แพ้เสียงในสภา)

พรรคฝ่ายค้านที่ขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปไว้ด้วย แม้รัฐบาลแพ้โหวต แต่หากรัฐบาลคิดว่าสิ่งที่ตนทำ นโยบายที่ตนเสนอนั้นถูกต้อง รัฐบาลสามารถขอยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือองค์อธิปัตย์ตัดสิน

ก่อนนั้นในบางครั้ง เมื่อฝ่ายค้านขออภิปรายรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง โดยกล่าวหาว่า บริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงนั้นผิดพลาดและก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง รัฐบาลใช้กลยุทธ์ “โยกย้าย” รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไปดำรงตำแหน่งอีกกระทรวงหนึ่ง ฝ่ายค้านก็อภิปรายไม่ได้ เพราะคนที่ถูกขออภิปรายถูกย้ายไปจากกระทรวงนั้นเสียแล้ว

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 151 วรรค 5 จึงกำหนดไว้ว่า “ รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่งเดิมแต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่น ภายหลังจากวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง หรือพ้นจากตำแหน่งเดิมไม่เกินเก้าสิบวัน ก่อนวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่น ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อไป “

ดังนั้น ใครอยากเป็นรัฐมนตรีก็ต้องเตรียมพร้อมรับคำอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน ไม่ใช่ว่าตำแหน่งก็อยากได้แต่ไม่ต้องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ สำหรับรัฐมนตรีที่ตั้งใจทำงานด้วยความรู้ความสามารถ วิริยะ อุตสาหะ ไม่น่าจะต้องกลัวอะไร

บ่อยครั้งที่รัฐมนตรีซึ่งถูกกล่าวหาได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจผ่านไปได้อย่างสะบักสะบอม รัฐบาลอาจถูก “มติมหาชน” กดดันให้เปลี่ยนรัฐมนตรีคนดังกล่าวได้ แต่โควตายังเป็นของพรรคนั้นเช่นเดิม

การที่พรรคฝ่ายค้านในสภาชุดนี้รวบรวมชื่อขอเสนอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นครั้งที่สามต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดใจอะไร เพราะรู้กันมานานแล้ว และทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มองอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นการให้โอกาสนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ส.ส.ในสภา สำคัญกว่านั้น เท่ากับเป็นการชี้แจงต่อประชาชนด้วย

บางครั้ง รัฐบาลชนะเสียงในสภา แต่ถูกประชาชนตำหนิอย่างแรงจนต้องมีการปรับเปลี่ยนเอารัฐมนตรีบางคนออกไป

สองวันที่ผ่านมา ในสภาผู้แทนราษฎร นอกจากคำกล่าวหาอย่างรุนแรงต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ยังเต็มไปด้วย “วาทะ” ที่ฝ่ายค้านสรรหามาเรียกรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตบท้ายด้วยการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ในขณะที่นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ออกมาชี้แจงแบบคำต่อคำ ฝ่ายค้านสงสัยอะไร ถ้าเป็นเรื่องโดยรวมของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีลุกช้นชี้แจงแบบตรงไปตรงมา ตามบุคลิกที่อาจมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ส่วนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ชี้แจงข้อกล่าวหากันไป หากชี้แจงในสภาไม่พอ ก็ชี้แจงนอกห้องประชุมได้ ดังเช่นที่รัฐมนตรีสาธารณะสุขขอให้ฝ่ายข้าราชการมาชี้แจงเพิ่มเติมต่อสื่อมวลชน

คำขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ถ้ารัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายใจไม่แข็งพออาจถอดใจได้ นอกจากข้อกล่าวหา 25 ข้อตามที่ฝ่ายค้านเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว พรรคฝ่ายค้านยังด่า ติเตียน เสียดสี เหน็บแนม ด้อยค่า ด้วยถ้อยคำชนิดที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ( ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ) หากใจไม่แข็งพอหรือไม่ด้านพออาจถอดใจไปเลยก็ได้

เพียงแค่คำขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็เต็มไปด้วยคำพูดที่ทั้งเชือดเฉือน ด้อยค่า ดูถูกดูหมิ่น ฯลฯ อาทิ “ ผู้นำรัฐบาล ขาดภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผู้นำโง่ ใจดำ โอหัง คลั่งอำนาจ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไม่สมควรเป็นผู้บริหารประเทศ การบริหารแผ่นล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่อง เสียหายร้ายแรง ฯลฯ “ (โปรดอย่าคิดว่าเป็นการเผยแพร่ซ้ำคำกล่าวหาของฝ่ายค้าน แต่หากไม่ยกตัวอย่าง ผู้อ่านบางท่านอาจนึกไม่ออกก็ได้ ) บวกด้วยถ้อยคำที่ “ด้อยค่าความเป็นมนุษย์” เช่น “ผู้นำโง่ ใจดำ โอหัง ไร้ภูมิปัญญา พ่อค้าค้าความตาย ไร้สมอง ไร้หัวใจ ประเทศขับเคลื่อนไปด้วยความคับแค้น” เท่ากับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ถูกคุกคามอย่างรุนแรง ครอบครัวของท่านก็ต้องทำใจ หรือไม่อ่าน ไม่ฟัง คิดเสียว่าหัวหน้าครอบครัวกำลังเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนในสภานั้น มี.ส.ส.กลุ่มหนึ่งใช้ผ้าคาดปากป้องกันเชื้อโควิด 19 เขียนว่า “หยุดยุทธ์” ( ไม่ทราบว่าการกระทำเช่นนี้ต้องขออนุญาตจากประธานสภาก่อนหรือไม่อย่างไร ผิดข้อบังคับการประชุมสภาหรือไม่ ) เพื่อให้เป็นข่าวเผยแพร่ต่อในสื่อโซเชียลและทางโทรทัศน์ หากไม่มีการปรามไว้ก่อน ต่อไป อาจมี ส.ส.ยกป้ายประท้วงในสภาเพียงให้มีการถ่ายรูป แล้วนำไปขยายผลต่อทางสื่อโซเชียลไปยังคนไทยในและนอกประเทศ

ความพยายามโค่นล้ม พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ มีการประสานงานกันทั้งในสภาและนอกสภาที่มีม็อบที่ใช้ทั้งความรุนแรง เช่น ม็อบที่ดินแดง และม็อบไม่ใช้ความรุนแรง เช่น คาร์ม็อบ ซึ่งเคลื่อนไหวในช่วงเวลาเดียวกันสอดประสานกับการอภิปรายในสภา ส่วนม็อบไหนอยากไปที่สภา ๆ ก็เตรียมสถานที่ไว้รองรับแล้วสำหรับผู้ชุมนุม แต่ห้ามเข้าไปในบริเวณอาคาร

ความต้องการของพรรคฝ่ายค้าน และมวลชนนอกสภา คือ ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป้าหมายอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสำคัญ การอภิปรายผ่านไปแล้ว เราเชื่อว่า สุดท้ายเมื่อมีการลงมติในวันที่ 4 กันยายน 2564 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายคงผ่านไปได้อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากแก้ปัญหาของประเทศแล้ว ยังมีความวุ่นวายภายในพรรคที่ทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคปวดหัวอีกด้วย แต่ที่แน่นอนคือ นายกรัฐมนตรียืนยันว่ายังไม่คิดปรับ ครม.และยังไม่คิดยุบสภา ซึ่งคงทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ เพราะหากยุบสภา รัฐธรรมนูญยังแก้ไขไม่เสร็จ การเลือกตั้งก็ต้องใช้วิธีเก่า ที่สำคัญคือ เหนื่อยในการหาเสียง และเงินในการหาเสียง

หากให้เดาล่วงหน้า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายคงผ่านความไว้วางใจไปได้ด้วยดี เพราะรัฐบาลคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว ส่วนหลังจากนั้น จะมีการปรับ ครม.หรือไม่อย่างไรก็ไปว่ากันอีกทีหนึ่ง

หากรัฐบาลชุดนี้อยู่ต่อ (ซึ่งคงจะอยู่ต่อ ส่วนจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ว่ากันอีกที) และยังไม่มีการยุบสภาชุดนี้ ก็คงมีการขอเปิดอภิปรายเป็นครั้งที่สี่ ในการอภิปราย เราได้ยิน ส.ส.หลายคนพยายามอ้าง “พี่น้องประชาชน” อยู่เสมอในฐานะได้รับเลือกไปจากประชาชนให้เป็นผู้แทนดูแลผลประโยชน์และความต้องการที่แท้จริงของประชาชน หลังจากการอภิปรายเสร็จ ประชาชนสามารถวิจารณ์คนที่ตัวเองเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนได้ว่าสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่อย่างไร

ประชาชนซึ่งเป็น “องค์อธิปัตย์” และเป็น ”เจ้าของประชาธิปไตย” ต้องไม่ใช่ “พลังเงียบ” อีกต่อไป เราต้องช่วยกัน “ ประเมินค่า ” ผู้แทนที่เราเลือกเข้าไปไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ว่า เขาได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่มาเล่น “ปาหี่การเมือง” หลอกคนดู

***************

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท