เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่ยี่สิบสาม): “สามขี้เมาคุยการเมือง”: เทพเจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลง
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
********************
A Discourse by Three Drunkards on Government หรือที่ผมตั้งชื่อไทยให้ว่า “สามขี้เมาคุยการเมือง” เป็นนวนิยายที่เขียนโดยชาวญี่ปุ่นที่ชื่อนากาเอะ โชมิน เขาเป็นทั้งนักเขียน นักหนังสือพิมพ์และนักการเมือง ปรากฏสู่สายตาคนญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2430 ต่อมาองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของโลก
หนึ่งในตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้คือ “สุภาพบุรุษ” อันเป็นชื่อที่อาจารย์นันไคตั้งฉายาให้ เพราะเป็นคนญี่ปุ่นที่แต่งกายและมีบุคลิกภาพคล้ายผู้ดีชาวตะวันตก และชื่นชอบในแนวคิดหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตย ทั้ง “สุภาพบุรุษ” อาจารย์นันไคผู้เป็นเจ้าบ้านนั่งก๊งบรั่นดีตรา “ขวานทอง” โดยมีผู้ร่วมวงอีกคนหนึ่งที่ยังแต่งตัวตามจารีตประเพณีญี่ปุ่น และมีบุคลิกภาพแบบซามูไร จึงได้รับฉายาจากอาจารย์นันไคว่า “นักสู้”
“สุภาพบุรุษ” เชื่อว่า ธรรมชาติมีกฎของมัน และกฎที่ว่าคือกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และไม่ใช่เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีเป้าหมาย แต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้น กฎแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้คือ กฎวิวัฒนาการ
“สุภาพบุรุษ” ได้อุปมาให้ธรรมชาติเป็นเทพเจ้า และถ้าคิดถึงเทพในศาสนาฮินดู ที่มีเทพหลายองค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทพผู้สร้าง เทพผู้ทำลาย ฯลฯ หรือถ้าจะไปที่เทพกรีกโบราณ ก็จะมีเทพในสาขาต่างๆหลากหลาย เช่น เทพแห่งการเกษตร เทพแห่งสมุทร และเทพแห่งปรโลก ฯลฯ
แต่เทพของ “สุภาพบุรุษ” คือ เทพแห่งวิวัฒนาการ เขากล่าวว่า “เทพเจ้าแห่งวิวัฒนาการ คอยจับตาดูเหล่ามนุษย์จากเบื้องบน จะแสดงพลานุภาพของพระองค์บ่อยๆหรือนานๆครั้ง อาจจะทุกๆร้อยหรือทุกพันปี เมื่อพระองค์พิโรธบ่อยๆ ความโกรธของพระองค์จะไม่รุนแรงมาก แต่ถ้านานๆครั้ง ความโกรธของพระองค์ก็จะมีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล”
ทำไม ? ถ้านานๆที เทพแห่งวิวัฒนาการจะแสดงพลัง (หรือความพิโรธ) ของพระองค์ มันถึงมีความรุนแรงในการทำลายล้าง ?
ก็เพราะหากมนุษย์ไม่นับถือพระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไม่บูชาพระองค์ด้วยการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แต่พยายามฝืนกฎของพระองค์ โดยการฝืนหรือขัดขวางการเปลี่ยนแปลง นานเข้า พระองค์ก็จะแสดงฤทธิ์เดชของพระองค์โดยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันก็จะต้องเกิดความรุนแรงและความเสียหายมากมาย
ดังที่ “สุภาพบุรุษ” ได้กล่าวว่า “ยามที่เทพแห่งวิวัฒนาการทรงปรานีและกล่าวเตือนอย่างนิ่มนวล แต่มนุษย์กลับไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะเข้าใจ ไม่พยายามที่จะขยับเขยื้อนหินแห่งความไม่เสมอภาคหรือขวากหนามของระบอบทรราชที่ขวางกั้นมรคาของพระองค์ ดังนั้น เมื่อ ณ จุดหนึ่ง พระองค์ก็จะปลดปล่อยความพิโรธเพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปข้างหน้า อันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
และในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่มีอำนาจหน้าที่และมีความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็คือ นักการเมือง ในระบอบการปกครองที่ยังไม่มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คำว่า นักการเมือง นี้ หมายถึงขุนนางเสนาอำมาตย์และองค์พระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจทางการเมือง
เมื่อ “สุภาพบุรุษ” เปรียบการวิวัฒนาการเป็นเทพเจ้า เขาก็เปรียบนักการเมืองประดุจนักบวชที่รับใช้เทพเจ้านั้น และเขากล่าวเตือนว่า
“นักการเมือง-นักบวช” ทั้งหลายควรจะคิดคำนวณไตร่ตรองว่า เทพแห่งวิวัฒนาการได้แสดงความพิโรธต่อประเทศของตนบ่อยครั้งเพียงใด ถ้าความพิโรธของเทพเกิดไม่บ่อยนัก นักการเมือง-นักบวชก็ควรจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรีบปฏิรูปบ้านเมืองของเขา หากเขาไม่ใส่ใจกับสัญญาณของพระองค์เพียงพอ (นั่นคือ ไม่พยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มากพอ เมื่อมีสัญญาณบ่งบอกว่าควรจะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้น) เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งศตวรรษหรือหลายศตวรรษ พระมหากษัตริย์ของพวกเขาก็จะต้องซ้ำร้อยเหมือนพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งของอังกฤษหรือพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกของฝรั่งเศสอีก (นั่นคือ เกิดการปฏิวัติและการบั่นพระเศียร) และทั้งผู้ปกครองและราษฎรของเขาก็จะต้องประสบความทุกข์ทรมานและกลายเป็นตัวตลกให้คนรุ่นหลังหัวเราะเยาะ
นักการเมือง-นักบวชควรพึงตระหนักในข้อนี้ให้ดี หากแม้นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิรูปอย่างเข้มข้น แต่เขาก็ไม่ควรจะไปเพิ่มหินและปล่อยให้มีขวากหนามทรราชที่เป็นอุปสรรคขัดขวางมรคาของเทพแห่งวิวัฒนาการเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งไม่ช้าก็เร็ว พระองค์ต้องมา”แน่”
“สุภาพบุรุษ” เตือนให้ระวังการละเมิดกฎของเทพเจ้าหรือกฎแห่งวิวัฒนาการ เพราะสิ่งที่มนุษย์คิดและทำหลายอย่างที่ไปขัดกับกฎของพระองค์ และอาจจะเป็นการฝ่าฝืนอย่างตั้งใจด้วย
“สุภาพบุรุษ” กล่าวถึงการตั้งใจหมิ่นเทพแห่งวิวัฒนาการว่า “บางคนมักจะอ้างว่า แม้ว่าประชาธิปไตยจะเป็นระบบที่สมเหตุสมผลจริงๆ แต่มันก็ยากสุดๆที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง นอกเสียแต่ว่า ผู้คนจะมีความรู้ที่ก้าวหน้าและมีการปฏิรูปทางจริยธรรมคุณธรรมอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้ายังไม่เป็นเช่นนั้น ประชาธิปไตยก็มีแต่จะนำมาซึ่งความสับสน”
เพราะ “ในการปกครองแบบประชาธิปไตย ประธานาธิบดีจะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐบาล และเข้าดำรงตำแหน่งได้โดยผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของมวลชน และจะมีอำนาแตกต่างอย่างมากจากกษัตริย์หรือจักรพรรดิ ถ้าคนที่ทะเยอทะยานและมีอำนาจมากแต่ไม่รู้จักความพอดีได้เป็นประธานาธิบดี ผู้นำเช่นนี้ก็จะทำลายเอกภาพระหว่างรัฐบาลและประชาชน และทั้งประเทศก็จะจมลงสู่ความไร้ระเบียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นธรรมดาที่ใครๆจะปรารถนาตำแหน่งอันทรงเกียรติและเป็นที่เคารพนับถือนี้ เพราะแม้ว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะมาจากการเลือกตั้ง กระนั้นก็ตาม ประธานาธิบดีก็เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและเป็นที่เคารพสูงสุดของชาติ ดังนั้น ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ผู้ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจก็ปรารถนาที่จะได้ตำแหน่งประธานาธิบดี และใช้ทุกวิถีทางที่จะได้รับความนิยมจากมหาชน และสิ่งจะต้องเกิดขึ้นตามมาก็คือ การต่อสู้กันอย่างรุนแรงในการเอาชนะเหนือคู่แข่งของตน ที่มีบางคนจะชี้ว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยย่อมจะต้องประสบกับปัญหาที่ว่านี้”
ข้อความข้างต้นนี้ คนไทยเราอาจจะคุ้นในคำกล่าวที่ว่า “ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่ถ้าจะนำมาใช้ ควรจะรอให้ประชาชนพร้อมเสียก่อน นั่นคือ มีการศึกษาและมีจิตสำนึกสาธารณะ มีจริยธรรมคุณธรรม หากเป็นประชาธิปไตย โดยที่ประชาชนยังไม่พร้อม ประชาธิปไตยก็ล้มเหลว และอาจนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย ไร้ระเบียบ”
ถ้า “สุภาพบุรุษ” ได้ยินใครกล่าวเช่นนี้ เขาจะชี้ว่า คนเช่นนั้นแหละที่ฝ่าฝืนกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นจงใจหมิ่นเทพแห่งวิวัฒนาการ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือคนไทย หรือคนชาติไหนๆก็ตาม และเขาได้เตรียมเหตุผลตอบโต้ข้ออ้างที่จะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองไว้อย่างดี
จะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้คนไทยที่ชอบอ้างเหตุผลแบบนี้ เตรียมรับฟังและเตรียมรับมือวาทะของสาวกของเทพเจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลงไว้ให้ดีในตอนต่อไป


