posttoday
ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่สิบสาม): Old Siam, Young Siam และ Conservative Siam

ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่สิบสาม): Old Siam, Young Siam และ Conservative Siam

10 มิถุนายน 2564

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

**************

คำถามที่ทิ้งไว้ในตอนที่แล้วคือ หนึ่ง ทำไมการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯต้องผ่านการลงมติเห็นชอบจากที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี ไม่ใช่ขึ้นครองราชย์ในฐานะพระราชโอรสตามสายโลหิตโดยอัตโนมัติหรือ ?

สอง ทำไมสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงสามารถเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการแต่งตั้งวังหน้า จากเดิมที่การแต่งตั้งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ?

สาม ทำไมหมอสมิธถึงจัดให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์อยู่ในกลุ่มสยามหนุ่มที่มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเป็นผู้นำ ?

เริ่มจากคำถามข้อที่หนึ่ง:มรดกทางการเมืองอันหนึ่งที่รัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงสืบมาจากการเมืองสมัยอยุธยาคือ การไม่มีกฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนแน่นอนและ/หรือเป็นที่ยอมรับกันร่วมกันของตัวแสดงทางการเมืองสำคัญต่างๆ เพราะในสมัยอยุธยา “กฎระเบียบในการสืบราชสันตติวงศ์..นั้นยังไม่แน่ชัด

แม้ว่ากฎมณเฑียรบาลและพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน รวมทั้งเอกสารตะวันตกจะระบุว่า พระมหาอุปราชนั้นเป็นองค์รัชทายาทที่จะสืบบัลลังก์ และส่วนใหญ่นั้นจะเป็นพระราชอนุชาของกษัตริย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่ขึ้นครองราชย์นั้นกลับเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์องค์ก่อน ความคลุมเครือดังกล่าวนี้ทำให้ขุนนางเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์ นอกจากนี้ในอดีต ขุนนางทีมีอำนาจเข้มแข็งได้ฉวยโอกาสที่กษัตริย์ยังทรงพระเยาว์นัก หรือเกิดช่องว่างทางการเมือง ก่อการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์เสียเอง”

ดังเช่น กรณีสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172-2194) เมื่อครั้งยังเป็นออกญากลาโหมสุริยวงศ์ได้แย่งชิงพระราชอำนาจจากพระเจ้าเชษฐาธิราช (พ.ศ. 2172) และพระเจ้าอาทิตยวงศ์ (พ.ศ. 2172) ขณะเดียวกัน กฎมณเฑียรบาลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า หากมหาอุปราชพระองค์ใดประสูติแต่พระอัครมเหสีประกอบซึ่งความดีความชอบก็จะดำรงพระยศสูงสุด คือ สมเด็จหน่อพุทธางกูร แต่หากมหาอุปราชประสูติแต่แม่หยัวเมือง พระยศสูงสุดที่จะได้ทรงรับคือ มหาอุปราช

ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่สิบสาม): Old Siam, Young Siam และ Conservative Siam

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ด้วยเหตุนี้ ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา จึงมีการทำรัฐประหารโดยการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์ ถ้าจะนับการรัฐประหารแก่งแย่งชิงบัลลังก์ทั้งหมด ทั้งที่มีการใช้กำลังความรุนแรงหรือการแสดงอำนาจอิทธิพล ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325 ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ภายในราชวงศ์เดียวกันหรือระหว่างราชวงศ์เก่าและใหม่ หรือระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชที่เป็นพระราชอนุชากับพระราชโอรส หรือการแย่งชิงราชบัลลังก์โดยขุนนางเสนาบดีที่ทรงอำนาจ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งคุมกำลังทหารอย่างตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหม จะพบว่ามีการทำรัฐประหารทั้งสิ้น 16 ครั้งใน 32 รัชกาลและในระยะเวลา 412 ปี ในรัฐประหาร 16 ครั้ง มีที่เกิดถี่ติดๆกันและเว้นห่าง

และในการรัฐประหารทั้งหมดนี้เป็นการแย่งชิงภายในราชวงศ์ 11 ครั้ง ระหว่างราชวงศ์ 1 ครั้งและแย่งชิงราชบัลลังก์โดยขุนนาง 4 ครั้ง ตัวอย่าง เช่น พ.ศ. 1913 สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จยกทัพเข้าสุพรรณบุรี ส่งผลให้สมเด็จพระราเมศวรยอมถวายราชสมบัติ, พ.ศ. 1925

เมื่อสมเด็จพระเจ้าทองลัน พระราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระบรมราชาธิราช พระราเมศวรผู้เป็นพระภาดาก็ยกทัพมาสำเร็จโทษพระเจ้าทองลันและขึ้นเสวยราชสมบัติ, พ.ศ. 1944 สมเด็จพระนครอินทร์ผู้เป็นพระภาดายกทัพมาชิงราชบัลลังก์จากสมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราช, พ.ศ. 1961 พระราชโอรสสองพระองค์ของสมเด็จพระนครอินทร์ทำศึกแย่งชิงราชบัลลังก์กัน จนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่, พ.ศ. 2057 พระไชยราชาธิราชสำเร็จโทษสมเด็จพระรัฏฐาธิราชกุมารแล้วขึ้นเสวยราชย์ ฯลฯ

การรัฐประหารทั้ง 16 ครั้งนี้รวมการรัฐประหารที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยึดอำนาจและสำเร็จโทษพระเจ้ากรุงธนบุรีและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีด้วย

ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่สิบสาม): Old Siam, Young Siam และ Conservative Siam

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ถ้าการเมืองอยุธยาเต็มไปด้วยการใช้กำลังความรุนแรงแย่งชิงบัลลังก์กันตลอดเวลา คำถามที่ตามมาคือ แล้วการเมืองแบบนี้มีความชอบธรรมหรือ ?

หากพิจารณาจากมุมมองสมัยใหม่ การรัฐประหารที่มีการใช้กำลังความรุนแรงแย่งชิงบัลลังก์ 16 ครั้งในใน 32 รัชกาลย่อมถือว่าเป็นปรากฏการณ์การทางการเมืองที่ไม่ปกติและไม่ชอบธรรม แต่ในการเมืองการปกครองไทยโบราณมีคติทางการเมืองที่รองรับให้ความชอบธรรมการใช้กำลังความรุนแรงในการขึ้นเสวยราชย์ ดังที่ปรากฏใน “ตำราปัญจราชาภิเษก” หรือราชาภิเษกห้าประการ นั่นคือ ผู้ที่จะได้ราชสมบัติเป็นเอกราชาฯ มีลักษณะห้าประการอันได้แก่

1. มงคลอินทราภิเษก คือ ผู้มีบุญญาธิการ

2. มงคลโภคาภิเษก คือ ผู้อยู่ในตระกูลพราหมณ์ที่มั่งคั่งและตระกูลเศรษฐี

3. มงคลปราบดาภิเษก คือ อยู่ในตระกูลนักรบและเป็นผู้มีชัยเหนือข้าศึกศัตรู

4. มงคลราชาภิเษก คือ ผู้อยู่ในตระกูลกษัตริย์และผู้เป็นสืบราชสมบัติต่อพระราชบิดา พระราชมารดาและพระราชวงศ์ผู้ทรงชราภาพแล้ว

5. มงคลอุภิเษก คือ ผู้อยู่ในตระกูลกษัตริย์ในราชวงศ์อื่นหรือมาจากต่างประเทศและได้มาทำวิวาหมงคล

“ตำราปัญจราชาภิเษก” นี้สันนิษฐานว่า เป็นคติการปกครองตามจารีตประเพณีโบราณมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่มีการคัดลอกขึ้นในสมัยพระพิมลธรรมหรือพระเจ้าทรงธรรมที่ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2154-2171 โดยการใช้กำลังความรุนแรงในการขึ้นเสวยราชนั้นถือเป็นหนึ่งในราชาภิเษกห้าประการ นั่นคือ “มงคลปราบดาภิเษก” อันหมายถึง “ผู้อยู่ในตระกูลนักรบและเป็นผู้มีชัยเหนือข้าศึกศัตรูจะเป็นพระราชาด้วยพิธีปราบดาภิเษก”

ดังนั้น ในการสืบราชสมบัติในการเมืองการปกครองสมัยอยุธยา “กฎมณเทียรบาลไม่ได้เอ่ยถึงการสืบราชสมบัติแต่อย่างใด ทฤษฎีความเป็นพระราชาที่กล่าวถึงข้างต้น (ขออนุโลมหมายถึง ราชาภิเษกห้าประการ) เน้นว่า พระราชาเป็นพระราชาด้วยบุญกุศลส่วนพระองค์และไม่ได้สนับสนุนการสืบทอดพระราชวงศ์ แม้ว่ากษัตริย์จะโปรดพระราชโอรสมากที่สุดตามสัญชาตญาณความเป็นพ่อ กฎมณเฑียรบาลกำหนดลำดับชั้นของพระราชโอรสขึ้นอยู่กับสถานะของพระราชมารดาและฐานันดรที่กษัตริย์มอบให้ นั่นคือ ระบบแต่งตั้ง อันดับรองลงมาจากกษัตริย์คือ อุปราช ผู้อาจจะได้สิทธิ์สืบทอดราชสมบัติเป็นอันดับแรก...แต่ในทางปฏิบัติ......เป็นการแข่งขันกัน เป็นการประลองพละกำลัง สอดคล้องกับทั้งทฤษฎีที่ว่า ผู้ที่มีบุญที่สุดควรได้เป็นผู้ปกครอง และสอดคล้องกับความต้องการของสังคมที่ว่าบทบาทหลักของพระมหากษัตริย์คือการเป็นแม่ทัพ” ด้วยอาณาจักรอยุธยาจัดว่าเป็นรัฐสงคราม (warring state) ที่อยู่ในภาวะศึกสงครามอย่างต่อเนื่อง

วิเฟรโด ปาเรโต

ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่สิบสาม): Old Siam, Young Siam และ Conservative Siam

ซึ่งในแง่นี้ การยอมรับให้ชนชั้นนำที่มีความสามารถในการรบให้ขึ้นเป็นชนชั้นปกครองเพราะสถานการณ์ความจำเป็นตามบริบทของรัฐจารีตที่ต้องการผู้นำทางการทหารจึงเป็นไปตามการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านของชนชั้นนำในด้านต่างๆที่ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองตามทฤษฎีชนชั้นนำของพาเรโต (Vilfredo Pareto) หากบริบทเงื่อนไขความจำเป็นของสังคมเปลี่ยนแปลงไป คุณสมบัติความสามารถของชนชั้นนำที่จะขึ้นไปเป็นชนชั้นปกครองก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่สิบสาม): Old Siam, Young Siam และ Conservative Siam

หลายคนอาจจะคิดถึงการยอมรับให้ผู้นำกองทัพขึ้นมาเป็นผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าจะขึ้นมาตามเงื่อนไขปกติหรือรัฐประหาร ! อาจจะเป็นเพราะสังคมขณะนั้นอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญศึกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นศึกกับต่างชาติหรือความสับสนวุ่นวายภายใน ที่กลายเป็นเงื่อนไขที่เปิดให้ชนชั้นนำที่ทางการทหารขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง หรือในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ ก็เป็นเงื่อนไขให้ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง และในยามที่เงื่อนไขเปลี่ยน ผู้ปกครองที่ไม่เข้ากับเงื่อนไขก็จะหมดความชอบธรรมไป

และเราจะเห็นได้การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของชนชั้นนำที่ขึ้นเป็นชนชั้นปกครองในกรณีการขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่สามและที่สี่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

(ผู้เขียนขอขอบคุณ ผศ. ดร. กานต์ บุณยะกาญจนแห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงที่แนะนำ “ตำราปัญจราชาภิเษก” และขอบคุณแหล่งความรู้ดังต่อไปนี้ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑ และเล่ม ๒ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คลังวิทยา: พิมพ์ครั้งที่เจ็ด 2516), กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส, “พระราชปุจฉาที่ ๔ ว่าด้วยเรื่องปัญจอภิเษก” วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ ๑๗ เมษายน ร.ศ. ๑๒๓ ใน วชิรญาณ ประชุมพระราชปุจฉา ภาคปกิณกะ, คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: 2563)

ธิษณา วีรเกียรติสุนทร, “ดรุโณวาท: ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. ๑๘๖๘-๑๘๘๕),” ใน ๑๐๐ เอกสารสำคัญ: สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย ลำดับที่ ๒๑, สยาม ภัทรานุประวัติ, ศุภการ สิริไพศาล, อรพินท์ คำสอน และ ธิษณา วีรเกียรติสุนทร, (กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: 2555), ศรีนวล ภิญโญสุนันท์, พิธีราชาภิเษกในคติอินเดียและไทย: การศึกษาเปรียบเทียบ, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาควิชากภาษาตะวันออก, บัณฑิตวิทยาลัย, จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2528, Vilfredo Pareto, "The Mind and Society," Section XI, "The Elitists" in The Great Political Theories)

ข่าวล่าสุด

ป.ป.ช. ลงพื้นที่บุรีรัมย์ สแกนบิ๊กโปรเจกต์รัฐ มูลค่ากว่า 853 ล้านบาท ป้องกันทุจริตตั้งแต่ต้นทาง

ป.ป.ช. ลงพื้นที่บุรีรัมย์ สแกนบิ๊กโปรเจกต์รัฐ มูลค่ากว่า 853 ล้านบาท ป้องกันทุจริตตั้งแต่ต้นทาง