posttoday

หลากหลายแนวคิดและแนวทางเรื่องวัคซีนโควิด-19 (15)

19 พฤษภาคม 2564

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

****************

บิล เกตส์ ทำงานการกุศลมากมาย และได้รับความชื่นชมไปทั่วโลก แต่เป็นธรรมดาโลก นอกจากดอกไม้แล้ว บางครั้งเขาก็ได้รับก้อนอิฐ โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเขาเป็นฝ่ายสนับสนุนหลักการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าระบบทรัพย์สินทางปัญญาจะขัดขวางการผลิตและการกระจายวัคซีน โดยเฉพาะสำหรับประเทศยากจน หรือกำลังพัฒนา

อินเดียและแอฟริกาใต้ร่วมกันยื่นข้อเสนอต่อองค์การการค้าโลกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ให้ยกเว้นเรื่องสิทธิบัตรยา เพื่อเปิดทางให้บริษัทยาต่างๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตและกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกมีทั้งสนับสนุน และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แน่นอนว่า หัวขบวนใหญ่ของฝ่ายไม่เห็นด้วย คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนมากที่เป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาและเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาและทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่

แต่แล้วจู่ๆ สหรัฐภายใต้ผู้นำใหม่คือประธานาธิบดีโจ ไบเดน “กลับลำ” ประกาศสนับสนุน การยกเว้น (waive) สิทธิบัตรวัคซีนโควิด-19 โดยแคทเธอรีน ไท่ (Katherine Tai) ผู้อำนวยการสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (US Trade Representative : USTR) ได้ออกมาแถลง สนับสนุนคำประกาศของโจ ไบเดน ว่า สหรัฐยังคงเชื่อมั่นอย่างแข็งขัน (believe strongly) ในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แต่การระบาดใหญ่ทั่วโลกของโควิด-19 เป็น “สถานการณ์พิเศษ” (extraordinary circumstance) ที่ต้องการ “มาตรการพิเศษ” (extraordinary measures) เพื่อแก้ปัญหา และ “การยกเว้นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับวัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยยุติการระบาดใหญ่นี้ สหรัฐจะร่วมในการเจรจาต่อรองขององค์การการค้าโลกเพื่อสนับสนุน ‘การยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราว’ และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคีอื่นๆ ในการขยายการผลิตและการกระจายวัคซีน”

แน่นอนว่าการประกาศของประธานาธิบดีไบเดน และการแถลงของผู้อำนวยการสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐครั้งนี้ สร้างความยินดีอย่างยิ่งแก่ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกที่ออกมาแสดงความชื่นชมทั้งประธานาธิบดีไบเดน และรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส ที่สนับสนุนแนวทางนี้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญ (bold move) ที่จะ “ยุติการระบาดใหญ่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” และว่านโยบายนี้ “สะท้อนภูมิปัญญาและภาวะผู้นำทางศีลธรรมของสหรัฐ” และหยอดท้ายด้วยคำหวานว่า “ผมไม่ประหลาดใจในคำประกาศนี้ นี่คือสิ่งที่ผมคาดหวังจากรัฐบาลของท่านประธานาธิบดีไบเดน”

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกน่าจะไม่ประหลาดใจกับคำประกาศนี้ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพราะไบเดนได้ประกาศไว้แล้วตั้งแต่ช่วงหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2563

แน่นอนว่า คำประกาศเช่นนี้เป็นเรื่องที่งดงาม และควรชื่นชม แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ และผลสุดท้ายจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผลิตและการกระจายวัคซีนได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป ยังไม่ต้องพูดถึงว่าคำประกาศนี้จะช่วยเร่งเวลาการสิ้นสุดของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

ทันทีที่สหรัฐประกาศนโยบายนี้ออกมา ก็มีเสียงคัดค้านและโต้แย้งจากหลายฝ่าย หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส ตีพิมพ์บทความเรื่อง “การระงับสิทธิบัตรวัคซีนโควิดจะทำให้มีวัคซีนเพิ่มหรือไม่” (Will a suspension of Covid vaccine patents lead to more jabs?) โดยมีข้อสรุป “ฟันธง” เลยว่า “แม้นโยบายนี้ของสหรัฐจะสามารถผลักดันให้ประเทศตะวันตกอื่นๆ ทำแบบเดียวกัน มันก็ไม่จำเป็นว่าจะทำให้มีวัคซีนในมือเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้”

บทความนี้เล่าถึงความเป็นมาของแนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกไม่ประสบความสำเร็จในความพยายามชักชวนให้เกิดการรวมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับโควิด-19 ใน “โครงการรวมการเข้าถึงเทคโนโลยีโควิด-19” (The Covid-19 Technology Access Pool) เพราะประเทศและบริษัทต่างๆ ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา “ไม่เล่นด้วย”

ช่วงที่มีการฉีดวัคซีนทั่วโลกได้ 1,100 ล้านเข็มนั้น ฉีดในแอฟริกาเพียง 18 ล้านเข็ม โดยรัฐบาลของประเทศร่ำรวยทุ่มเงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนไปมากมาย องค์กรที่ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น “องค์กรนิเวศวิทยาความรู้สากล” (Knowledge Ecology International : KEI), “องค์กรยา กฎหมาย และนโยบาย” (Medicines Law and Policy), องค์กรหมอไร้พรมแดน เป็นต้น

ฝ่ายที่คัดค้านได้ออกมาแสดงท่าที เช่น เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างระมัดระวังว่า สหภาพยุโรป “พร้อมที่จะเจรจา” ถ้าวิธีการที่ข้อเสนอนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน “ในลักษณะที่มีประสิทธิผล และปฏิบัติได้จริง”

นโยบายของไบเดน สร้างความวิตกให้แก่อุตสาหกรรมยาอย่างมาก ผู้ผลิตวัคซีนบางรายเตือนเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลไบเดนว่า นโยบายนี้อาจเป็นการ “หยิบยื่น” เทคโนโลยีนวัตกรรม เช่น เทคโนโลยี เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอให้แก่จีนและรัสเซีย

ข้อคัดค้านหลักของฝ่ายอุตสาหกรรมยา คือ การยกเว้นทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา

บริษัทยาโต้แย้งว่า ผู้ผลิตวัคซีนได้ขจัดข้อติดขัดต่างๆ ออกไปจนสามารถส่งวัคซีนไปแล้วนับพันล้านโด๊ส ในอัตราความเร็วที่เป็นประวัติการณ์ โดยทำแม้แต่การทำสัญญากับคู่แข่งเพื่อขยายการผลิต บริษัทโมเดอร์นาถึงขั้นเผยแพร่สิทธิบัตรของตนทางออนไลน์ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

โธมัส คูเอนี (Thomas Cueni) ผู้อำนวยการสหพันธ์ผู้ผลิตและสมาคมยานานาชาติ (International Federation of Pharmaceutical Manufacturers & Associations : IMFPA) กล่าวว่า วัคซีนมีความซับซ้อนมากกว่ายาส่วนใหญ่มาก จึงไม่เคยมีการบังคับใช้สิทธิในเรื่องนี้ สิทธิบัตรเป็นเพียง “ผงน้ำตาลที่โรยหน้าเค้ก”

เซอร์โรบิน จาคอบ ประธานหลักสูตรทรัพย์สินทางปัญญาที่ยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจลอนดอน (University College London : UCL) กล่าวว่า “ไม่มีหลักฐาน” ว่าบริษัทอื่นๆ จะสามารถทำวัคซีนได้ทันทีถ้าปลดสิทธิบัตร และว่า วัคซีนมีสิทธิบัตรน้อยกว่ายามาก แต่ปัญหาอยู่ที่ความเชี่ยวชาญในการผลิต บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเปิดเผยว่าได้ทำงานกับภาคีราวร้อยบริษัท แต่พบว่ามีเพียง 10 บริษัทเท่านั้นที่สามารถจะเป็นผู้ผลิตได้ “เกือบไม่มีใครที่คุณจะให้ใบอนุญาตได้ พวกเขาทำไม่ได้ คุณต้องการโรงงานขนาดใหญ่ ทักษะชั้นสูงมากมาย มีสิทธิบัตรหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

เซอร์โรบิน จาคอบ เตือนว่าบริษัทวัคซีนอาจส่งผู้เชี่ยวชาญไปถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่นั่นจะกระทบกระเทือนต่อการเร่งผลิต “ถ้าคุณเอาผู้เชี่ยวชาญออกจากโรงงานไปสอนบางคนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปี จะไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ในวันนี้พรุ่งนี้”

กรณีแอสตราเซเนกาถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่โรงงานในประเทศต่างๆ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี โรงงานบริษัทสถาบันซีรัมแห่งอินเดีย สามารถผลิตวัคซีนออกมาใช้ในอินเดียได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 แต่ของเราต้องรอจนถึงเดือนมิถุนายน 2564

เรื่องนี้จะต้องติดตามต่อไปว่า สหรัฐจะเอาจริงแค่ไหน และทำได้จริงแค่ไหน

*****************

ข่าวล่าสุด

เนชั่นดีเบต 6 พรรคประชันวิสัยทัศน์สงขลา ชูจุดยืน "การเมืองไร้สีเทา"