posttoday

รักชาติ ชังชาติ (ตอนที่สี่): ไทยผสม

02 มีนาคม 2563

โดย...ไชยันต์ ไชยพร  

*******************

ตอนก่อนๆ ได้กล่าวไว้ว่า กลุ่มคนที่อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็น “พวกชังชาติ” อาจจะได้แก่คนที่อพยพมาจากประเทศหนึ่ง จะด้วยหนีความลำบากอดอยาก หรือด้วยสาเหตุใดก็ตาม ที่มาทำมาหากินในอีกประเทศหนึ่ง มีชีวิตรอด มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังผูกพันกับประเทศของตนที่จากมาเสมอ ยังคิดว่าสักวันหนึ่งเมื่อลืมตาอ้าปากแล้ว ก็จะกลับไปประเทศดั้งเดิมของตน

คนพวกนี้จะเห็นประเทศใหม่ที่ตนมาอาศัยทำมาหากินเป็นที่ตักตวงประโยชน์เท่านั้น ซึ่งมักจะได้แก่คนอพยพลี้ภัยที่เป็นรุ่นแรกๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า คนรุ่นแรกๆนี้ยังอยากจะกลับไปบ้านเกิดของตน เพราะลึกๆแล้ว ยังเห็นว่าชาติดั้งเดิมของตนเหนือหรือดีกว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศที่มีคนจากประเทศอื่นอพยพเข้ามาอาศัยทำมาหากิน ในอเมริกาก็มี ในไทยก็มี จะมากหรือน้อยเท่านั้น

ในกรณีของไทย จะเห็นได้ชัดในสมัยรัชกาลที่หก ซึ่งผู้เขียนได้รับความกรุณาจากบทความของอาจารย์ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน อาจารย์สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยวราชภัฏลัยลงกรณ์ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “ไทยผสม” ซึ่งอาจารย์ชัชพันธุ์กำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับการปรับมโนทัศน์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในงานของชัชพันธุ์ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบัญญัติศัพท์ “ไทยผสม” ขึ้น โดยทรงได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีชาว “อเมริกันผสม” พระองค์จึงนำปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา มาเรียกเหตุการณ์ที่คนจีนมาพึ่งพระบรมธิสมภารในประเทศไทย พวกเขาได้แปลงเป็นชาวไทยด้วยวิธีการตัดผมเปีย

และที่สำคัญคือ คนจีนที่มาอยู่ในสยามสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นไทยหรือเป็นจีน และชัชพันธุ์ได้ตั้งสมมติฐานว่า สิทธิการเลือกที่คนจีนได้รับมาจากผลของสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาเบาริ่ง และบุคคลที่เป็นหนึ่งในเป้าโจมตี คือ เซียวฮุดเสง เนื่องจากพระองค์ทรงพระอักษรว่า “...คนจำพวกจีนโนสยาม และหนังสือพิมพ์อันเปนปากของเขานั้น ย่อมไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการโฆษณาว่าเขาเป็นคนไทยอย่างเราๆ...”

ดังนั้นจุดมุ่งหมายตามเจตนาของพระองค์ คือ การเตือนสติให้เพื่อนไทยที่หลงเชื่อคนจีน หรือคนไทยผสมที่ใช้ชื่อ “ไทย” แต่กลับมิได้ภูมิใจเพราะชื่อ “ไทย” เพราะคนไทยผสมคิดว่าชื่อ “ไทย” นั้นไม่ดีพอสำหรับเขา คนไทยผสมจึงเรียกตนเองว่า “จีนโนสยาม” หรือ “สยามจีนางกูร” พระองค์จึงได้เสนอความคิดอุปมาเพื่อเรียกคนไทยผสมว่า “...สมมติว่าข้าพเจ้าได้เคยเปนลิง และภายหลังจากข้าพเจ้าอยากจะเปนคน ข้าพเจ้าก็คงจะไม่เรียกตัวข้าพเจ้าว่า “ลิง-คน” ข้าพเจ้าคงจะเรียกตัวข้าพเจ้าว่า คน เฉยๆ และปล่อยให้คนอื่นเขาวินิจฉัยเอาเองเถิด ...”

ชัชพันธุ์เห็นว่า อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ปฏิเสธว่า พระองค์มิใช่เป็นคน “ชัง” คนไทยผสมว่า “...ข้าพเจ้าไม่ใช่เปนบ้าชังชาวต่างประเทศ ข้าพเจ้าใคร่จะทำความสนิทสนม และดำเนินการติดต่อกับชาวต่างประเทศในฐานะที่เขาเปนชาวต่างประเทศโดยตรง แต่ข้าพเจ้าไม่ชอบเปนคนซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถจะทราบได้ ว่าเมื่อใดเปนชาวต่างประเทศและเมื่อใดไม่เปน คนลักษณนี้แหละได้แก่คนไทยผสมที่กล่าวมาในเรื่องนี้ และข้าพเจ้ามีความเสียใจจริงๆ ที่จะต้องกล่าวว่า บุคคลชนิดนี้เปนคนที่ไม่พึงปรารถนาให้มีอยู่ในชาติอย่างของเรา...”

พระองค์จึงได้เสนอข้อเรียกร้องต่อคนไทยผสมว่า “...ขอให้เลิกเรียกตนเองว่าจีนโนสยาม ขอให้เขาแสดงว่าเขาทั้งหลายมีความปรารถนาจริงใจที่กลายเปนไทยแท้...ขอให้เขาตัดขาดความรู้สึกและความนิยมในชาติจีน..ขอให้เขาพร้อมอยู่เสมอไม่ว่ากาละใดๆ ที่จะยกประโยชน์แห่งเมืองไทย และชาติไทยขึ้นเหนือประโยชน์อื่นๆ ทั้งสิ้น....”

กล่าวได้ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงต่อต้านชาวจีน แต่ต้องการสร้างชาวจีนให้เป็นพลเมืองที่พึงประสงค์ ปลูกฝังความรักชาติและความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ โดยพระองค์ได้ทรงขอให้เขาเหล่านั้นร่วมบริจาคเงินเพื่อซื้อเรือรบไว้สำหรับป้องกันประเทศ ให้คนจีนและไทยผสมตระหนักถึงการเข้ามาพึ่งพระบรมธิสมภารของพระองค์

คนจีนและไทยผสมก็ควรที่จะช่วยไทยทำรั้วบ้าน ซึ่งในที่นี้พระองค์หมายถึง การบริจาคเงินสร้างเรือรบดังปรากฏเป็นข้อเขียนของพระองค์ว่า “...เมื่อเพื่อนจีนมาอยู่ในบ้านไทยก็ต้องผ่อนตามใจไทยผู้เป็นเจ้าของบ้านบ้าง...” จากงานของชัชพันธุ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า คนจีนสมัยนั้นอาจจะไม่ได้ “อิน” กับความเป็นไทยอย่างจริงๆจังๆ อาจจะยังนึกถึงประเทศจีนและความเป็นจีนอยู่มาก

และจริงๆแล้ว ก็มีคนจีนจำนวนหนึ่งที่มีความรู้สึกภาคภูมิใจและทรนงในความเป็นจีนและสายเลือดจีนอยู่เสมอ บางครอบครัวต้องให้ลูกแต่งงานกับคนจีนด้วยกันเท่านั้น และมีความรู้สึกดูถูกคนไทย และการดูถูกคนไทยของคนจีนประเภทนี้ ก็มักจะดูถูกคนไทยอีสานและคนไทยใต้เสียมาก และรังเกียจไปถึง “ความดำ” ของสีผิวเมื่อเทียบกับ “ความขาว” ของคนจีน และรวมไปถึงอาหารการกินวัฒนธรรมของคนไทยอีสานและใต้ด้วย

คนจีนมักจะเรียกคนไทยอีสานว่า “พวกจุกบี้” ซึ่งจุกบี้แปลว่า ข้าวเหนียว ออกแนวดูถูก แต่สมัยนี้ จางไปมากแล้ว อาการดูถูกแบบนี้ แต่คงปฏิเสธยากนะครับว่าคนจีนพวกนี้เป็น “พวกชังชาติไทย” แต่ก็มีคนจีนอีกประเภทหนึ่งที่อยากเป็นไทย อยากแต่งงานกับคนไทย ใช้ชีวิตแบบไทย และอย่าเพิ่งเถียงกันเลยนะครับ ว่าความเป็นไทยมีหรือไม่มีอยู่จริง !

เพราะเมื่อเทียบวัฒนธรรมประเพณีจีนกับวัฒนธรรมประเพณีของคนท้องถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย มันก็ย่อมมีความแตกต่างระหว่าง “จีน” กับ “ไทย” แต่คนจีนที่อยากเป็นไทยเหล่านี้ กลับถูกล้อเลียน ดูถูกดูแคลน เหยียดจากคนพื้นถิ่นหรือคนไทยนั่นแหละ จึงทำให้เกิดความกินใจลึกๆระหว่าง คนจีนที่อยากเป็นไทย กับ คนไทยที่รังเกียจคนจีน

ไปๆมาๆ คนจีนที่อยากเป็นไทยนั้น เมื่อเป็นไม่สำเร็จ ความขมขื่นในใจเขาอาจทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่เป็นปฏิกิริยา “ชังชาติไทย” ขึ้นมาได้ และหากความเป็นชาติไทยนั้น ผูกโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าด้วยแล้ว ก็พาลจะพลอยชิงชัง “สถาบันพระมหากษัตริย์” และผู้คนที่อยู่รายรอบ หรือเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไปด้วย

แต่ครั้นคนเหล่านี้จะกลับไปจีนก็ไม่ได้เสียแล้ว เรื่องมันก็เลยอิหลักอิเหลื่อ แต่คนเหล่านี้จะมีความสุขสงบใจได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายสิ่งที่เขาชิงชังนั่นเอง และส่วนหนึ่งของการทำลายคติเหล่านี้ก็คือ การสมาทานแนวคิดเสรีนิยมอย่างสุดโต่ง เพราะจริงๆแล้ว ลึกๆ แก่นของเสรีนิยมไม่สามารถอยู่กับชาติ หรือชาตินิยมได้

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพุธที่ 21 ม.ค. 69