posttoday
เพิ่มลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพื่อรับ"มินิ แรลลี่"ไตรมาสแรกปี 63

เพิ่มลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพื่อรับ"มินิ แรลลี่"ไตรมาสแรกปี 63

20 ธันวาคม 2562

คอลัมน์ Global Investment Advisory

คอลัมน์ Global Investment Advisory

เรื่อง เพิ่มลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพื่อรับ"มินิ แรลลี่"ไตรมาสแรกปี 63

โดย คมศร ประกอบผล

หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

..................................................................................

เราแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) เนื่องจากคาดว่าปัจจัยบวกจากการตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ประกอบกับการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ และการกลับมาอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่กลับมาปรับตัวได้ดีกว่าตลาดโลก หรือ Outperformในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดมีโอกาสปรับฐานต้นเดือนมี.ค.2563 จากความกังวลต่อนโยบายของผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต จึงแนะนำให้ลงทุนเพียงระยะสั้นและขายทำกำไรภายในเดือน ก.พ.

ดอกเบี้ยต่ำและการกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางช่วยหนุนมูลค่าหุ้น หรือ Valuation ให้ทรงตัวได้ในระดับสูง

ปี 2562 ธนาคารกลางทั่วโลกลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ซึ่งลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง รวม 0.75% เป็น 1.50 - 1.75% และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ลดดอกเบี้ย Deposit Rate ลง 0.10% เป็น -0.5% ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นเฟด และอีซีบี ยังกลับมาอัดฉีดสภาพคล่อง โดยเฟด ได้กลับมาอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสภาพคล่องในตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ตั้งแต่ช่วงเดือนก.ย. และประกาศจะอัดฉีดสภาพคล่องเดือนละ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงกลางปี 2563 เป็นอย่างน้อย ส่วนอีซีบี ก็ได้กลับมาใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เดือนละ 2 หมื่นล้านยูโร ตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งการอัดฉีดสภาพคล่องของทั้งสองธนาคารกลางหลั

กทำให้ปริมาณสภาพคล่องของโลกกลับมาเพิ่มขึ้น ในช่วงไตรมาส 4 หลังจากที่ลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2563

เราคาดว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในปี 2563 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการที่ตลาดจะปรับฐานจากการขึ้นดอกเบี้ย และช่วยหนุน Valuation ให้ทรงตัวได้ในระดับสูง

ข่าวดี 1-2 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจฟื้นตัว การกลับมาอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่กลับมา Outperform ระยะสั้น

เรามองว่าปัจจัยบวกในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ได้แก่ 1) การตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่น่าจะตกลงกันได้ภายในปีนี้และทำให้ความตึงเครียดจากสงครามาการค้าผ่อนคลายลง 2) การตกลงลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปก+ ลงอีก 5 แสนบาร์เรลต่อวันในปีหน้า จะช่วยหนุนราคาน้ำมัน และหนุนการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่กำไรเคลื่อนไหวตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างมาก

และ 3) การโหวต ข้อตกลงเบร็กซิต ซึ่งคาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจากสภาอังกฤษก่อนเส้นตายในวันที่ 31 ม.ค.2563 ปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า

นอกจากนั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มกลับมามีแนวโน้มอ่อนค่าลงตั้งแต่เดือน ต.ค.ปี 2562 หลังจากที่แข็งค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561น่าจะทำให้ตลาดหุ้นในเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นมาน้อยกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา สามารถกลับมา Outperform ได้ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า

ตลาดปรับขึ้นจำกัด เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่แพง

ฟอร์เวิร์ดพี/อี ดัชนี S&P500 ได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 17.8 เท่า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเราประเมินว่า Valuation ในระดับนี้ได้ สะท้อนภาวะดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องสูง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไปมากแล้ว

ในขณะที่การฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจในรอบนี้ยังดูค่อนข้างเปราะบาง โดยเศรษฐกิจจีนไม่ได้ส่งสัญญาณฟื้นตัวแรง เนื่องจากรัฐบาลยังกังวลกับปัญหาหนี้และหลีกเลี่ยงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงปี 2559 ซึ่งจีนกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และช่วยให้เศรษฐกิจจีนรวมถึงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังคงอยู่ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้การโจมตีจีนเป็นประเด็นในการหาเสียง ซึ่งอาจทำให้สงครามการค้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นความเสี่ยงทางการเมืองจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจจุดชนวนให้ตลาดปรับฐานในช่วงต้นเดือน มี.ค.จากความกังวลต่อนโยบายของผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ซึ่งชูนโยบายหาเสียงที่ไม่ค่อยเป็นมิตรต่อตลาดหุ้นนัก เช่น การเสนอให้เพิ่มภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้สูง เพื่อนำเงินภาษีไปอุดหนุนสวัสดิการสังคม เช่น ด้านการศึกษา ที่อยู่อาศัยและสุขภาพ และเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูและบริษัท Tech Firms ขนาดใหญ่ เช่น Google และ Facebook

แนะนำเพิ่มลงทุนในตลาดเกิดใหม่ และทยอยขายทำกำไรปลายไตรมาส 1 ปี 63

เนื่องจากคาดว่าปัจจัยบวกจากการตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ประกอบกับการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ และการกลับมาอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่กลับมา Outperform ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าตลาดมีโอกาสปรับฐานในช่วงต้นเดือน มี.ค. จากความกังวลต่อนโยบายของผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรรคเดโมแครต จึงแนะนำให้ลงทุนเพียงระยะสั้นและขายทำกำไรภายในเดือนก.พ.ปี 2563

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ