posttoday
จะถอยหรือถดถอยก่อน หลัง Yield Curve ลาดลง

จะถอยหรือถดถอยก่อน หลัง Yield Curve ลาดลง

03 กันยายน 2562

คอลัมน์ เปิดโลกลงทุน

คอลัมน์ เปิดโลกลงทุน

เรื่อง จะถอยหรือถดถอยก่อน หลัง Yield Curve ลาดลง

โดย ดร.สมชัย อมรธรรม

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย

....................................................................................................................

เมื่อ “สงครามการค้า” เกิดขึ้น เศรษฐกิจก็คงชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งเมื่อ “สงครามการค้า” รุนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอยหรือลดราวาศอก แถมยังเกิดภาวะที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น หรือที่เรียกว่า Inverted Yield Curve ความกังวลลามไปว่าจะมีภาวะถดถอย (Recession) เกิดขึ้นในอนาคตอันไม่ไกล

โดยปรกติแล้ว ภาวะ Inverted Yield Curve จะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดการเงิน จึงต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยไว้ ยิ่งล็อกดอกเบี้ยได้ยาวยิ่งปลอดภัย ทำให้ความต้องการพันธบัตรอายุยาวๆ มากขึ้น จนผลตอบแทนลดลงต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรอายุสั้นๆ และภาวะนี้ยิ่งน่าจับตาเมื่อมีสถิติคำทำนายย้อนหลังที่ค่อนข้างดี ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกือบทุกครั้งที่เกิดขึ้นภาวะดังกล่าวขึ้นในสหรัฐฯ เศรษฐกิจก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด

ทายถูก แต่เหตุผลก็ไม่ได้ถูกเสมอไป

ในคราวที่ถูกต้อง อย่างเช่น “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ในปี 2008 ก่อนหน้านั้นมีการพูดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่มีคุณบัติไม่ครบถ้วน (Subprime) คือ ตลาดเริ่มได้ “กลิ่น” ว่าจะมีปัญหา หรืออย่างในปี 2000 ช่วงวิกฤติดอทคอม บริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่หลายแห่งที่ตลาดให้มูลค่า “แพง” มาก จนตลาดเริ่มเป็นห่วง จนกระทั่งฟองสบู่จึงได้ออกในที่สุด

แต่ทว่าอย่างในปี 1990 จริงอยู่กว่าในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านั้น เฟดได้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น (ดอกเบี้ยเกือบ 10% เงินเฟ้อกว่า 5% ซึ่งต่างจากภาพปัจจุบัน) เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย คือ เหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) ที่อิรักเข้าไปบุกคูเวตในเดือน ส.ค. 1990 และถูกนานาประเทศ นำโดยสหรัฐฯ บุกเข้าไปต่อต้านอิรัก ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากราวๆ 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงกลางปี 1990 เป็น 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลา 3-4 เดือน เท่านั้น แรงช็อกด้านอุปทานที่รุนแรงขนาดนี้ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเศรษฐกิจติดลบในไตรมาส 4 ปี 1990 นั้นเอง ถามว่า Inverted Yield Curve ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 1988 หมายความว่าตลาดเล็งเห็นว่าอิรักจะเข้าไปบุกคูเวตในเดือน ส.ค. 1990 อย่างนั้นหรือ?

การวิเคราะห์ว่าภาวะถดถอยจะเกิดขึ้นหรือไม่ต้องเหตุผลพื้นฐานตามไปด้วย ไม่เพียงแค่ดัชนีชี้วัดเพียงไม่กี่ตัว

แล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยในตอนนี้หรือไม่? ถ้ามองที่ตลาดแรงงานก็ถือว่ายังแข็งแกร่งมาก อัตราการว่างงานเกือบจะต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การบริโภคของสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งตามไปด้วย แต่ถ้ามองไปจุดอื่นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เริ่มเห็นความอ่อนแอเกิดขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มได้รับผลกระทบจาก “สงครามการค้า” เพียงแต่ผลกระทบนั้นยังไม่ได้รุนแรงเพียงพอที่จะปลดคนงาน ตลาดแรงงานจึงยังคงปลอดภัย ซึ่งถือเป็นจุดวัดใจที่สำคัญของทรัมป์

หากจะพิจารณานโยบายของ ปธน. ทรัมป์ จริงๆ เขาเองก็ต้องการให้ สหรัฐฯ ยิ่งใหญ่อีกครั้ง (Make America Great Again) มีการลงทุน มีการจ้างงานในประเทศ หากดึงดันทะเลาะจนทำให้สหรัฐฯ เจ็บปวดเองก็ดูจะขัดแย้งกับนโยบายตัวเองอยู่ แม้ว่าเขาจะบอกว่าภาวะถดถอยจะเป็นต้นทุนระยะสั้นๆ ที่แลกมาเพื่อให้ได้ประโยชน์ระยะยาวต่อสหรัฐฯ และในปัจจุบันชาวอเมริกันหลายคนยังคงชื่นชอบ “ความก้าวร้าว” ของเขา แต่หากตลาดแรงงานเริ่มได้รับผลกระทบ คนเริ่มตกงาน ไม่มีรายได้ สินค้าแพงขึ้น ความชื่นชอบเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองได้รวดเร็วเหมือนกัน และยิ่งปีหน้ามีการเลือกตั้งด้วย ก็คงจะไม่ส่งผลดีต่อการกลับเข้าทำเนียบขาวอีกครั้งเป็นแน่

หลายคนตั้งคำถามว่า Inverted Yield Curve ยังคงเป็นสัญญาณเตือนที่ดีหรือไม่? นอกจากจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงภาวะเสี่ยงแล้ว ความต้องการซื้อพันธบัตรระยะยาวยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต, แนวโน้มดอกเบี้ย, ความสมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทาน เป็นต้น ซึ่งหากมองจากนี้ไปเงินเฟ้อก็คงไม่สูง ดอกเบี้ยก็เป็นขาลง ต่างชาติก็ต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน อุปทานพันธบัตรก็หายจากตลาดไปอยู่ในมือเฟดด้วยมาตรการ QE ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ล้วนแต่บอกว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ น่าจะอยู่ในระดับต่ำ เส้นอัตราผลตอบแทนก็จะมีลักษณะค่อนข้างลาด (Flatten) ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิด Inverted Yield Curve นั่นค่อนข้างง่ายอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าภาวะถดถอยจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต ภาวะถดถอยเป็นเรื่องปรกติ (ที่เจ็บปวด) ที่มาพร้อมกับวัฎจักรเศรษฐกิจ ยังคงมีหลายประเด็นให้ติดตาม เช่น Brexit, การก่อหนี้ของจีนในระดับสูง หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำมานาน

และก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะรอดพ้นเงื้อมมือภาษีที่ไปขึ้นแล้ว เราน่าจะเห็นผลเสียที่ชัดเจนขึ้นในช่วงถัดจากนี้ไป บางประเทศอาจได้รับผลเสียค่อนข้างมาก บางประเทศอาจได้ประโยชน์คืนมาบ้าง เช่น ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต แต่ที่แน่ๆ คือ รวมทุกประเทศแล้วสถานการณ์จะแย่ลงจากกำแพงภาษีที่สูงขึ้น

เพียงแต่ภาวะถดถอยหากจะเกิดจาก “สงครามการค้า” ยังพอจะ (และควรจะ) หลีกเลี่ยงได้ เศรษฐกิจจะซึมลง แต่ก็ไม่ได้ปักหัวลงเหมือนในช่วงวิกฤติ ซึ่งยังพอให้ทางการเข้ามาช่วยกระตุ้นได้ เฟดและอีกหลายธนาคารกลางก็ยังมีกระสุนให้ลดดอกเบี้ยได้อยู่ หรืออย่างกรณีเยอรมนี ตอนนี้ถ้าหากกู้แล้วได้ตังค์เพิ่ม (ดอกเบี้ยติดลบ) แล้วทำไมกู้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนประเทศไทย ดอกเบี้ยก็ต่ำ มาตรการกระตุ้นก็เริ่มออกมา การลงทุนในประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเดินหน้า นโยบายต่างๆ ยังพอมีแรงเข้ามาปลุกเร้าให้หายอาการซึมนั้นได้

หรือหากกังวลว่า Inverted Yield Curve จะกลายเป็นคำพยากรณ์ที่เปลี่ยนทัศนคติของคนจนทำให้ภาวะถดถอยเกิดขึ้นจริง (Self-Fulling Prophecy) เฟดก็ยังมีทางจะเล่นกับเส้นอัตราผลตอบแทนโดยตรง เช่น ใช้วิธีขายบอนด์ยาวแต่ซื้อบอนด์สั้นแทน ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น และไม่ได้ทำให้สภาพคล่องในตลาดลดลง กล่าวคือ เป็นวิธีตรงกันข้ามกับ Operation Twist ที่เคยทำในอดีต (จะเรียกว่า Operation Counter-Twist ได้ไหม?)

สุดท้ายนี้ ส่วนตัวก็แอบสงสัยเหมือนกันว่า ทรัมป์ ที่ภูมิใจนักภูมิใจหนาว่าตัวเองเป็น “นักเจรจาต่อรองทางธุรกิจ” (Deal maker) นั้น จะเรียกตัวเองว่าเป็นอะไรหาก “สงครามการค้า” ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีข้อตกลงอันเป็นที่สุด (No Deal)?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท