
ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้
โดย...สรรค์ อรรถรังสรรค์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
โดย...สรรค์ อรรถรังสรรค์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 30.70-31.10 ในช่วงต้นสัปดาห์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีนมีกำหนดพบปะกันที่เมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อเริ่มการเจรจาทางการค้าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายล้มเหลวในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ดี ตลาดคาดการณ์ว่าจะเป็นการหารือกันในภาพกว้างของประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และจะยังไม่สามารถหาข้อตกลงได้ชัดเจน ด้านการประชุมนโยบายการเงิน ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps ในการประชุมนโยบายการเงินช่วงกลางสัปดาห์
ทั้งนี้ เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงหาก เฟดส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอติดตามการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ ตลาดรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ และดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทผันผวนอย่างมาก เงินบาทอ่อนค่าตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งจากปัจจัยของไทยและปัจจัยในต่างประเทศ โดยมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทแข็งของ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 กรกฎาคม ได้ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า
นอกจากนี้ เงินบาทอ่อนค่าตามรายงานตัวเลขการส่งออกไทยตามระบบศุลกากรในเดือนมิถุนายนหดตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้า โดยเฉพาะผลกระทบผ่านห่วงโซ่การผลิตของจีนที่ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า (-20.6%) และฮาร์ทดิสไดรฟ์ที่หดตัวในระดับสูง (-16.2%) ทำให้การส่งออกไทยในช่วงครึ่งแรกของปีหดตัว 2.91%
สำหรับปัจจัยในต่างประเทศมาจากความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ที่สูงขึ้น การปรับลดประมาณเศรษฐกิจโลกปี 2019 อีกครั้งของไอเอ็มเอฟลงมาคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% จากประมาณการครั้งก่อนในเดือนเมษายนที่ 3.3% ประกอบกับที่ธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อาทิ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการกลับมาใช้มาตรการซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปิดตลาดที่ระดับ 30.93 (ณ เวลา 17.00 น.)
ตลาดตราสารหนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นสำคัญหลักอยู่ทางฝั่งยูโรโซน โดยในช่วงกลางสัปดาห์มีการประกาศตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโดยรวมของยูโรโซนในเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 51.5 จาก 52.2 ในเดือนก่อน ในขณะที่ดัชนีฯ ภาคอุตสาหกรรมลดลงสู่ระดับ 47.0 จากระดับ 47.6 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการชะลอตัวลงของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประชุมธนาคารกลางของยุโรป (ECB) ที่ได้ส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ ECB มีมติประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งหมด ทั้งนี้ตลาดได้ให้โอกาส 90% ที่ทาง ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 10 bps ในการประชุมเดือนกันยายนนี้
ส่วนความเคลื่อนไหวของสหราชอาณาจักร คุณบอริส จอห์นสัน ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ พร้อมกับยืนยันว่าสหราชอาณาจักรจะต้องแยกตัวจากสหภาพยุโรปภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้โอกาสที่จะเกิด No Deal Brexit มีความเป็นไปได้มากขึ้นและจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก สอดคล้องกับที่ทาง IMF ได้ให้สาเหตุหลักของการปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2019 ลงมาอยู่ที่ 3.2% จากประมาณการครั้งก่อนในเดือนเมษายนที่ 3.3% ว่ามาจากผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้า ความไม่แน่นอนด้าน Brexit และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ปรับสูงขึ้น ทั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตารอการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2562 โดยล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 bps ในขณะที่โอกาสของการปรับลดดอกเบี้ยลง 50 bps ลดลงมาอยู่ที่ 18% ในส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงมีแรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวโดยมีความชันลดลง ซึ่ง ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10 ปี อยู่ที่ 1.75% 1.72% 1.73% 1.75% 1.80% และ 1.92% ตามลำดับ
ในส่วนของกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 8,507 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 8,226 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 278 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 3 ล้านบาท







