posttoday
ภาษีตราสารหนี้...รับมือยังไง

ภาษีตราสารหนี้...รับมือยังไง

03 กรกฎาคม 2562

โดย...สุทธิดา สุทธิจิตร์ ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมการขายธุรกิจลูกค้าบุคคลพิเศษ AFPTTM ธนาคารกสิกรไทย

โดย...สุทธิดา สุทธิจิตร์ ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมการขายธุรกิจลูกค้าบุคคลพิเศษ AFPTTM ธนาคารกสิกรไทย

นักลงทุนในตลาดการเงินปัจจุบันมีหลายรูปแบบ บางคนรับความเสี่ยงได้มากก็ลงทุนในหุ้น ได้กำไรบ้าง ขาดทุนอยู่บนดอยบ้าง แต่ก็ต้องทำใจยอมรับความเสี่ยงที่ได้รับเพราะ สุดท้ายแล้วคำว่า High Risk ก็มักจะมาควบคู่กับคำว่า High Return เสมอ บางคนรับความเสี่ยงไม่ได้ก็เย็นใจกับการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ แต่ตอนนี้แม้ว่าเราจะลงทุนแต่ในตราสารหนี้เราก็จะเย็นใจเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เพราะหลังวันที่ 20 สิงหาคมนี้ กองทุนรวมที่มีการลงทุนในตราสารหนี้จะโดนจัดเก็บภาษีทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจะลดลง หลายคนเริ่มคิดแล้วว่าเราจะทำยังไง จะเกิดอะไรขึ้นและจะร้ายแรงไหม คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมและรับมือของเรานั้นเอง อย่างแรกก่อนที่จะคิดอะไรไปไกลเรามาทำความรู้จักกับ เจ้าภาษีตราสารหนี้จากกองทุนรวมกันก่อนว่าประกาศเมื่อไรและมีผลบังคับใช้เมื่อไร

จากวันที่ 19 พ.ค.ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 มีสาระสำคัญว่า หลังจากออกประกาศนี้ 90 วัน (บังคับใช้ 20 ส.ค. 2562) กองทุนรวมเมื่อมีรายได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ ต้องเสียภาษี 15% จากเดิมที่ไม่เคยเสียภาษีมาก่อน แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับกองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อก่อนวันที่กฎหมายบังคับใช้ และไม่มีผลกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) รวมถึงกองทุนรวมที่เสนอขายเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ทำให้แม้นักลงทุนที่เคยคิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้วก็จะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ได้จะลดลงนั้นเอง

ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อก่อนลงทุนผ่านตราสารหนี้ได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี จากเงินลงทุน 100,000 บาท จะได้ผลตอบแทน 2,000 บาท แต่หลังวันที่ 20 สิงหาเป็นต้นไป จะโดนหักภาษีไป 15% ทำให้เหลือผลตอบแทนแค่ 1,700 บาทนั้นเอง

แต่ถึงแม้จะมีการจัดเก็บภาษีตราสารหนี้ในกองทุนรวมแล้วก็ตามแต่ยังไงผลตอบแทนหลังหักภาษีของกองทุนรวมตราสารหนี้ก็ยังดูน่าสนใจกว่าการนำเงินไปฝากไว้ในออมทรัพย์อย่างเดียว ทั้งยังเป็นตัวพักเงินระยะสั้นที่ดีกว่าการนำเงินไปฝากในบัญชีออมทรัพย์ และสุดท้ายผลกระทบก็จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น นักลงทุนเองก็ไม่ควรที่จะตกใจจนเกินไป เพราะการจัดเก็บภาษีตราสารหนี้ของกองทุนรวมจะเริ่มจากการที่กองทุนรวมตราสารหนี้มีการซื้อตราสารหนี้ใหม่เข้าหลัง 20 สิงหาคม ทำให้กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น หรือพูดง่ายๆ คือ กองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้สั้นกว่า 1 ปีจะได้รับผลกระทบก่อนกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปี

หลายคนอ่านแล้วคงเกิดคำถามว่าแล้วจะเอายังไงดี จะทำยังไงดีเพื่อที่จะชะลอผลกระทบที่จะได้รับออกไป เอาเงินมาซื้อกองทุนที่เป็นตราสารหนี้ระยะยาวไว้ดีไหม หรือ เทขายกองทุนตราสารหนี้ออกแล้วไปซื้อหุ้นกู้แทนดี คำตอบ คือ นักลงทุนเองต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า วัตถุประสงค์และระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุนของตัวเอง คือ อะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพิ่มในตราสารหนี้ที่ระยะยาวขึ้น หรือลงทุนในหุ้นกู้โดยตรง ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้ผลตอบแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย เช่น การไปลงทุนในหุ้นกู้ แม้ผลตอบแทนที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ต้องรับความเสี่ยงหากบริษัทที่เลือกลงทุนเกิดการผิดรับชำระหนี้ เพราะเป็นการลงทุนแบบกระจุกตัว ไม่กระจายการลงทุนเหมือนการไปเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เลือกลงทุนในหุ้นกู้หลายๆตัว

แม้ว่าจะมีนักลงทุนที่รับความเสี่ยงไม่ได้ก็ตาม แต่หลายๆคนยังไม่รู้ว่า ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีได้หากรู้จักที่จะเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้ เช่น หากเรารู้ว่าเงินที่มีอยู่ในออมทรัพย์และตราสารหนี้ นั้นเราจะทิ้งเพื่อทุนการศึกษาของบุตรในอีก 2 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งและเก็บเป็นเงินออมเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงปลายปีส่วนที่เหลือจะเก็บไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้ทั่วไป เราอาจจะมาจัดเป็นสัดส่วนเพื่อที่จะกระจายเงินไปลงทุนในหลายๆกลุ่มเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี และเหมาะกับวัตถุประสงค์การลงทุนที่สุด

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์การลงทุน

ภาษีตราสารหนี้...รับมือยังไง

จากตารางด้านบน หลายๆคนคงพอที่จะนึกภาพออกแล้วว่าจะกระจายการลงทุนของตัวเองไปยังไงบ้าง แต่บางคนอาจจะยังนึกไม่ออก เลยอยากแนะนำนักลงทุนว่า หากวันนี้เลือกลงทุนและสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ในตลาดการลงทุนยังมีตัวเลือกการลงทุนมากกว่าที่กล่าวมาด้านบนอีก เช่น กองทุนรวมผสม หรือแม้กระทั่งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงนี้ ดังนั้นหากเราสำรวจตัวเองได้แล้ว เราอาจจะพบเส้นชัยที่ดีกว่าการลงทุนในปัจจุบันก็ได้

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนปัจจุบันนี้ คือ การเข้าใจวัตุประสงค์และเป้าหมายรวมถึงระยะเวลาการลงทุนของตัวเอง เพราะการลงทุนในทุกสินทรัพย์มีความเสี่ยง นักลงทุนควรที่จะศึกษา และทำความเข้าใจก่อนการลงทุน ไม่ควรที่จะเฮโลไปลงทุนตามเพื่อน ตามสื่อโฆษณา หรือตามใครก็ตามที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของเราดีพอ เพราะสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เราก็ต้องเป็นคนรับเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท