ตลาดนัดจตุจักร

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.
โดย แสงตะเกียง 

ทุกวันนี้ตลาดนัดจตุจักรมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาเลือกซื้อสินค้าและเยี่ยมชมมากถึง 2 แสนคน/วัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล

โดยตลาดนัดแห่งนี้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับมาบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักรแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดย กทม.ต้องจ่ายค่าเช่าที่ดิน 68 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ในอัตราค่าเช่าปีละ 169 ล้านบาท ให้ รฟท. ระยะเวลาไม่เกินปี 2571 และจะพิจารณาทบทวนค่าเช่าทุก 3 ปี

ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนและการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบให้ลดค่าเช่าแผงตลาดนัดจตุจักรเหลือ 1,800 บาท/แผง/เดือน จากเดิม 3,157 บาท/แผง/เดือนที่ รฟท. เคยเก็บจากผู้ค้า

แม้ว่าในใจลึกๆ ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. จะไม่อยากรับตลาดนัดจตุจักรกลับมาบริหาร เพราะเบื้องหลังตลาดแห่งนี้มีภาระที่ค้างคาต้องสะสางอยู่ไม่น้อย อีกทั้งไม่อยากไปกระทบกระเทือนกับหน่วยงานรัฐด้วยกัน แต่สุดท้ายเพื่อช่วยเหลือผู้ค้าไม่ให้เดือดร้อน จึงจำเป็นต้องรับไว้เพื่อแก้ปัญหาค่าเช่าราคาแพง และต้องไม่ขาดทุนด้วย

จากข้อมูลการลงทะเบียนมีผู้ค้าจ่ายค่าเช่าถูกต้องตามระเบียบจำนวน 8,000 กว่าราย แต่เมื่อ กทม.สำรวจจริงพบว่ามีผู้ค้าในตลาดจตุจักรกว่า 1 หมื่นราย เกิดเป็นคำถามคาใจอยู่ทุกวันนี้ว่าเงินค่าเช่าแผงอีก 2,000 ราย ไปเข้ากระเป๋าของใคร

นำมาสู่การแก้ปัญหาเรื่องแรก คือ พิสูจน์สิทธิผู้เช่าหรือการให้สิทธิผู้ค้าได้เช่าแผงค้าภายในสวนจตุจักร เบื้องต้น กทม.จะเซตซีโร่ผู้ค้าในพื้นที่จตุจักรทั้งหมด จากนั้นเริ่มต้นกระบวนการให้สิทธิใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีการนำแผงไปปล่อยเช่าต่อซึ่งมีราคาสูงเป็นหลักหมื่นบาท หลังจากนี้จะมีการกำหนดเงื่อนไขหนังสือสัญญาให้เช่า 1 คน/1 แผง (ผู้เช่ารายใหม่) ส่วนบางร้าน (ผู้เช่าเดิม) ที่มีขนาดความกว้างประมาณ 2 แผงให้คงไว้ตามสภาพความเป็นจริงเช่นเดิมต่อไป

ขณะเดียวกันให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเจ้าของแผงให้เป็นปัจจุบันที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ เจ้าหน้าที่ลงตรวจครั้งที่ 1 หากไม่พบตัวเจ้าของร้านตัวจริง สามารถอนุโลมให้เพราะอาจเกิดจากความจำเป็น เช่น ไม่อยู่เพราะเจ็บป่วย ไม่อยู่เพราะไปส่งลูกเรียนหนังสือ ขั้นที่ 2 เจ้าของร้านตัวจริงไม่อยู่เช่นเดิมยังคงอนุโลมให้ แต่หากลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งที่ 3 แล้วยังไม่พบตัวเจ้าของร้าน กทม.จะยกเลิกสัญญาทันที หรือหากพบว่ามีการเซ้งร้านต่อแผงละ 8,000-1 หมื่นบาท กทม.จะยึดแผงค้าคืนทันทีเช่นเดียวกัน

ปัญหาอีกประการ คือ ค่าเช่ารายปีที่ กทม.ต้องจ่ายให้ รฟท. จำนวน 169 ล้านบาท/ปี แม้ผู้ว่าฯ กทม.ยืนยันว่าสามารถเก็บค่าเช่าได้ตามจำนวนไม่ขาดทุนแน่นอน แต่ก็แทบไม่เหลือ ดังนี้ทางออกคือหันไปลดค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่าเก็บขยะ ลดค่าจ้างบริษัทเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เก็บค่าห้องน้ำ เก็บค่าเช่าธนาคาร จากนั้นนำรายได้ทั้งหมดเข้าสู่ระบบคลัง ไม่ปล่อยเล็ดลอดเข้ากระเป๋าใครแม้แต่บาทเดียว

นอกจากนี้ กทม.กำหนดให้ใช้ร่มแผงค้าสีเขียวให้เป็นสีเดียวกันทั้งหมด พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นประตูทางเข้า-ออก ล้างท่อระบายน้ำและปรับปรุงพื้นถนนในตลาด รวมทั้งพัฒนาภูมิทัศน์ให้สวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ปิดฉากแดนสนธยาตลาดนัดจตุจักรในยุคของ “บิ๊กวิน”